แฟนคลับปักหมุด! ‘เจสสิก้า จอง’ จัดแฟนมีตติ้ง โชว์เพลงใหม่ 11 มิ.ย.นี้

GTO เอาใจแฟนคลับสาว “เจสสิก้า จอง” จัดงาน “Thailand Fan Meeting 2016 JESSICA 1st PREMIUM  LIVE SHOWCASE in BANGKOK” พร้อมโชว์สดครั้งแรกของเพลงใหม่ล่าสุด FLY บอกเลย แฟนตัวจริงห้ามพลาด!

นับเป็นข่าวดีที่ทำให้บรรดาคนรักเจสสิก้าตื่นเต้นดีใจอีกครั้งที่จะได้มีโอกาสพบกับขวัญใจอย่าง เจสสิก้า จอง (Jessica Jung) ในงาน “Thailand Fan Meeting 2016 JESSICA 1st PREMIUM  LIVE SHOWCASE in BANGKOK Princess Under a Gold Sky”(ไทยแลนด์ แฟนมีตติ้ง 2016 เจสสิก้า เฟิร์ส พรีเมียม ไลฟ์ โชว์เคส อิน แบงค็อก ปริ้นเซส อันเดอร์ อะ โกลด์ สกาย) งานที่ทุกคนจะได้พบกับความพิเศษสุดๆ สำหรับแฟนชาวไทย พร้อมการแสดงสดครั้งแรกที่ไทยของเพลงใหม่ล่าสุดที่กำลังดังเป็นพลุแตกที่เกาหลีอยู่ในขณะนี้ อย่าง เพลง FLY งานนี้คนรักเจสสิก้าห้ามพลาด รีบนัดรวมพลมาแสดงพลังรักที่มีต่อเจสสิก้ากันให้พร้อมเพรียง

หลังจากที่เจสสิก้าได้เคยสร้างความประทับใจให้แก่แฟนคลับชาวไทยเป็นอย่างมาก ในงานแฟนมีตติ้งครั้งแรกที่ไทยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทาง GTO (Greatest Organize) จะตัดสินใจพา เจสสิก้า กลับมาพบแฟนชาวไทยอีกครั้งตามคำเรียกร้อง แถมการกลับมาในครั้งนี้ยังไม่ธรรมดา เพราะเจสสิก้าเพิ่งออกผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรก With Love, J หลังออกจากวง Girls’ Generation และเพลงโปรโมตเพลงแรกอย่าง เพลง FLY ก็ประสบความสำเร็จทันทีที่ปล่อยออกมา โดยสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ชาร์ตเพลงฮิตของเกาหลีได้อย่างง่ายดาย สมศักดิ์ศรีควีนส์ตัวแม่กลับมาทวงบัลลังก์บนชาร์ตเพลงเกาหลีได้อีกครั้ง แต่ก็น่าเสียดายที่เจสสิก้าจะไม่ได้ขึ้นโชว์สดเพลงนี้ในรายการเพลงทั่วไปของเกาหลี แต่ก็ยังนับเป็นความโชคดีของแฟนคลับไทยที่จะได้มีโอกาสชมโชว์การแสดงสดเพลง FLY ในโชว์เคสครั้งนี้ แถมงานนี้เจสสิก้าไม่ได้นำการแสดงสดมาฝากแค่เพลง FLY เท่านั้น แต่ยังเตรียมไว้อีกหลากหลายเพลงจากอัลบั้มเดี่ยวล่าสุดมาฝากแฟนเพลงไทย และที่สำคัญงานโชว์เคสในครั้งนี้ เป็นการยกรูปแบบเดียวกับงานโชว์เคสที่จะจัดขึ้นที่โซล ไม่ต้องบินไปไกลถึงเกาหลีก็สามารถมาชมแบบเต็มรูปแบบได้ที่งานนี้ มาครบทั้ง แสง สี เสียง การแสดงชุดใหญ่ให้สมกับที่แฟนคลับไทยทุกคนรอคอย

เรียกได้ว่าการมาไทยในครั้งนี้ของเจสสิก้า จะเป็นการพิสูจน์ถึงพลังรักของแฟนคลับชาวไทยที่มีต่อ เจสสิก้า ได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นการแสดงพลังสนับสนุนจากแฟนคลับไทยต่อตัวเจสสิก้า ที่ได้คัมแบ็กอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว งานสำคัญขนาดนี้ มีหรือที่คนรักเจสสิก้า จะยอมพลาด อย่ารอช้ารีบแสดงตัวไปร่วมสร้างความทรงจำที่แสนดีให้แก่เจสสิก้าอีกครั้ง ในงาน “Thailand Fan Meeting 2016 JESSICA 1st PREMIUM LIVE SHOWCASE in BANGKOK Princess Under a Gold Sky” ในวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559  เวลา 16.30-18.00 น. ที่ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (ประตูเปิดเวลา 14.00 น.) บัตรราคา 6,000/4,500/3,500 และ 2,500 บาท ซื้อบัตรได้ที่ www.showbooking.com และเคาน์เตอร์ในร้านบูมเมอแรง 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ (เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา พระราม9, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา พระราม2, แฟชั่นไอซ์แลนด์ รามอินทรา, เมกา บางนา, Terminal 21)

ที่มา>>>Thairath

อช.ทับลานบุกปิดป้ายให้รื้อถอน รีสอร์ตอิมภูฮิลล์ หลังคดีถึงที่สุด

หน.อุทยานทับลาน พร้อมคณะบุกปิดป้ายประกาศคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรีสอร์ตอิมภูฮิลล์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังคดีถึงที่สุด ในการรุกพื้นที่ ส.ป.ก.และได้ปิดประกาศครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ก่อนให้รื้อภายในวันที่ 30 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ 26 พ.ค.59 นายวิชัย พรลีแสงสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ นายวิโรจน์ โรจนจินดา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เดินทางไปที่รีสอร์ต อิมภูฮิลล์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อติดป้ายประกาศหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เรื่องให้นายอัศวนนท์ นิรันดร หรือผู้ครอบครอง (รีสอร์ตอิมภูฮิลล์) ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสิน หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติทับลานหรือทำสิ่งนั้นๆ กลับคืนสู่สภาพแล้วแต่กรณี ตั้งแต่ วันที่ 30 มิ.ย.59 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 พ.ค.59

รีสอร์ต อิมภูฮิลล์ ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานจับกุมดำเนินคดี ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.51 มีสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 36 รายการ บนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา และคดีได้ถึงที่สุดแล้ว แต่ทางผู้ประกอบการยังไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ทางอุทยานแห่งชาติทับลานจึงได้นำป้ายมาติดประกาศให้ดำเนินการภายใน 30 วัน ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่รื้อถอนเอง ซึ่งทางผู้ประกอบการต้องชำระเงินคดีแพ่ง ที่ทางอุทยานแห่งชาติทับลานฟ้องเป็นเงิน 1,218,159.32 บาท และยังต้องจ่ายเงินเป็นค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จากนายอัศวนนท์ นิรันดร อีกเป็น จำนวนเงิน 2,200,000 บาท ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชจนท.เข้าปิดป้ายรื้อ อิมภูฮิลล์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

เมื่อกำลังของเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง รีสอร์ต อิมภูฮิลล์ น.ส.เสาวรส สหโชค รองผู้จัดการ ได้เดินออกมาต้อนรับ นายวิชัย พรลีแสงสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ พร้อมคณะ จึงได้แจ้งให้ทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่ที่เดินทางมาครั้งนี้ เพื่อติดประกาศครั้งที่ 3 หลังจากคดีถึงที่สุดหมดแล้ว และไม่ยื่นหนังสือของอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่ ทส 0911.601/1370 ลงวันที่ 26 พ.ค. 59 เรื่อง ให้นายอัศวนนท์ นิรันดร หรือผู้ประกอบการ รีสอร์ต อิมภูฮิลล์ ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพืชผลอาสิน ภายใน 30 มิ.ย.59 หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ได้เดินตรวจสถานที่ที่มีการก่อสร้างอาคาร พบว่า ทางรีสอร์ต อิมภูฮิลล์ มีการก่อสร้างอาคารถาวรเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 36 รายการ นายกฤษณะพร ล็งไทยสรง รองนายก อบต.ไทยสามัคคีได้นำแผนที่ ส.ป.ก.มาแสดงว่า สิ่งปลูกสร้างของรีสอร์ตนี้ อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานได้ชี้แจงว่า หลักฐานที่นำมานี้ ได้มีการนำไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว และคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ปักป้ายประกาศของอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่บริเวณที่ทางเข้ารีสอร์ต ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการผู้ประกอบการเป็นอย่างดีจนท. เข้าเตรียมรื้อถอน รีสอร์ต รุกพื้นที่ ส.ป.ก.

นายวิชัย พรลีแสงสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อปิดประกาศครั้งที่ 3 เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมยื่นหนังสือให้ผู้ประกอบการรับทราบว่า ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 59 หากไม่ดำเนินการทางอุทยานจะเข้ารื้อถอนเอง พร้อมเรียกค่ารื้อถอนเป็นจำนวนเงิน 2,200,000 บาทเดินสำรวจ…

ด้านรองผู้จัดการรีสอร์ต อิมภูฮิลล์ กล่าวว่า หลังจากหนังสือของทางอุทยานแห่งชาติทับลานแล้ว จะนำเสนอผู้บริหารเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนจะดำเนินการอย่างไรเป็นเรื่องของผู้บริหารจะพิจารณาและดำเนินการเอง.

ที่มา>>>Thairath

ดีเอสไอ แจงสถานที่รับมอบตัว ‘ธัมมชโย’ นอกวัดวันนี้ ยันให้ประกันแน่

ดีเอสไอ แจงสถานที่รับมอบตัว ‘ธัมมชโย’ นอกวัด ระบุต้องเป็นสถานที่ราชการเท่านั้น ยันหากมอบตัววันนี้ ให้ประกันแน่ วงเงิน 5 ล้านบาท แต่หากไม่มา เตรียมถกมาตรการ ดำเนินการต่อ…

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 26 พ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 เดินทางมาร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวน เกี่ยวกับคดีพระธัมมชโย ทั้งนี้ นายขจรศักดิ์ เผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากวัดพระธรรมกาย ว่า พระธัมมชโย จะมามอบตัวหรือไม่ ทั้งนี้ หากไม่มาที่ดีเอสไอ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก็สามารถนัดไปแจ้งข้อหาที่สถานพยาบาลของรัฐได้ แต่ต้องแอดมิท นอนโรงพยาบาล และไปสถานีตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้ หรือที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นสถานที่ราชการเท่านั้น ยืนยันว่าหากมารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ให้ประกันตัว ในวงเงิน 5 ล้านบาท ตามที่ได้เปิดเผยไปก่อนหน้านี้แน่นอน หากธัมมชโยไม่มา คณะพนักงานสอบสวนก็จะประชุมหารือถึงมาตรการที่จะดำเนินการต่อไปอีกในวันที่ 27 พ.ค.นี้ทั้งนี้ อัยการที่มาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ ไม่ได้มีเพียงตน แต่มีถึง 3-4 ท่าน และทางดีเอสไอเป็นแม่งานหลัก ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดต้องรอมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ค. มีกระแสข่าวว่า มีการประสานให้โรงพยาบาลจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อม เผื่อกรณี พระธัมมชโย จะเลือกไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ภายนอกวัดพระธรรมกาย และมีกระแสข่าวลือว่า มีการประสานตำรวจ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ พร้อมเตรียมพื้นที่หน้า สภ.คลองหลวง กรณีพระธัมมชโยเดินทางมาด้วยรถตู้พยาบาลและจะไม่ลงจากรถ โดยให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ เข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมดำเนินเอกสารการประกันตัวภายในรถตู้พยาบาลขณะที่วัดพระธรรมกาย มีการจัดชุด ชป.พท.ปตอ.พัน.2 เจ้าหน้าที่สำนักงานเทศบาลเมืองท่าโขลง 50 นาย และชุดนอกเครื่องแบบ คอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของพระธัมมชโยที่วัดด้วย.

ที่มา>>>Thairath

ส้มโอขาวใหญ่ราคาพุ่ง ลูกเป็นร้อย! เจ้าของนอนเฝ้าสวน หวั่นโจรจ้องขโมย

หลังราคาส้มโอขาวใหญ่พุ่งสูง ตกผลละกว่า 100 บาท ส่งผลให้ชาวสวนในพื้นที่ จ.เชียงราย หวั่นโจรเข้ามาขโมย จัดเวรยามเฝ้าทั้งกลางวัน กลางคืน ด้าน วิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออก ย้ำส้มช่วงนี้เป็นส้มแก่แค่ 85% เหมาะกับการส่งออก ส่วนคนไทย แนะควรกินช่วง มิ.ย.- ก.ย.

วันที่ 26 พ.ค.59 นายวุฒิพงษ์ คำลือ ประธานวิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออก จ.เชียงราย เปิดเผยว่า หลังจากมีข่าวว่าส้มโอขาวใหญ่ของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ราคาสูงถึง กก.ละ 65 บาท ชาวสวนต่างวิตกกังวลว่าส้มภายในสวนที่ยังไม่ได้ตัดออกมาขายจะถูกลักขโมย จึงต้องพาไปนอนเฝ้ากันถึงในสวน ออกเวรยามคอยเฝ้าตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืนอย่างกรณีของ นางมาลี เรียงยาย ชาวสวนส้มโอบ้านหล่ายงาว ต.หล่ายงาว อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ปีนี้ราคาส้มโอทั้งพันธ์ทองดี และขาวใหญ่ ราคาสูงกว่าทุกปี ถือเป็นราคาที่ดีมาก โดยส้มโอทองดี ราคาเป็นผล ผลละ 36 บาท ต่อน้ำหนักไม่เกิน 1.20 กก. ส่วนพันธุ์ขาวใหญ่ กก.65 บาท ซึ่งพันธุ์ขาวใหญ่ จะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1-3 กก. ขณะนี้ทั้งสองชนิดพันธุ์ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ เช่น พันธุ์ทองดี ส่ง ฮ่องกง พันธุ์ขาวใหญ่ ส่งคุนหมิง จีน สวนของตนปลูกทั้งสองชนิดพันธุ์ กว่า 200 ต้น ผลผลิตก็จะทยอยตัดส่งขายให้กับล้ง หลังจากราคาสูงขึ้น ตนจึงห่วงอาจมีขโมยมาลักเก็บไปขาย จึงต้องมานอนเฝ้าสวนกับบุตรชาย จนกว่าจะเก็บผลผลิตออกหมดป้องกันไว้ก่อนนายวุฒิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เกษตรกรในพื้นที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ทำสวนส้มโอเป็นส่วนใหญ่ โดยมีพื้นที่ปลูกส้มมากกว่า 3,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยประมาณกว่า 10 ล้านลูกต่อปี พันธุ์ที่ปลูกและส่งออกขายดีที่สุด คือ พันธุ์ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ สำหรับส้มโอเวียงแก่น นอกจากเป็นส้มโอแหล่งเดียวของประเทศ ที่สามารถส่งออกไปยังกลุ่มประเทศยุโรปหรืออียู ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 7 และยังส่งออกไปยังกลุ่มอาเซียนเช่น จีน และฮ่องกงที่เป็นตลาดใหญ่ส้มโอเวียงแก่น และรอบบ้าน สปป.ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย อีกด้วย

นายวุฒิพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนส้มโอที่เก็บเกี่ยวผลผลิตขณะนี้ เป็นส้มโอรุ่นแรกของปี ที่กำลังเริ่มแก่ขนาดความแก่ 85% ใช้เวลาหลังเก็บจากต้นต้องไม้ต่ำกว่า 10-15 วันจึงจะรับประทานได้ ฉะนั้นจึงยังไม่เหมาะกับบริโภคในเมืองไทย ช่วงเวลาที่เหมาะจะบริโภคของคนไทยจะเป็นส้มที่ออกช้ากว่ารุ่นแรก ขนาดจะใหญ่รสชาติจะดีคือช่วง เดือนมิถุนาน-กันยายนของทุกปี

ที่มา>>>Thairath

งูเหลือมพุ่งจากส้วมนั่งยอง กัดเจ้าโลกหนุ่มใหญ่ เลือดสาด!

Untitledไอ้เหลือมยาวกว่า 3 เมตร พุ่งฉกเจ้าโลกหนุ่มใหญ่ขณะเข้าส้วมนั่งยองในบ้านตัวเอง ที่ฉะเชิงเทรา เลือดสาดเต็มห้องน้ำ สาหัส ตะโกนเรียกเมียช่วยมัดปากงู ก่อนเรียกกู้ภัยจัดการ ต้องทุบส้วมนั่งยอง ก่อนลากตัวงูออกมา จับใส่ถุง ปล่อยคืนป่า …

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา พร้อมอุปกรณ์ตรวจสอบเหตุงูเหลือมกัดคน ภายในบ้านหลังหนึ่ง ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นเจ้าของบ้าน ทราบชื่อ นายโก้ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี เพื่อนบ้านได้นำตัวส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 แล้ว หลังมีอาการเสียเลือดมาก

น.ส.โบ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ภรรยาของ นายโก้ ได้พาเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินเข้าไปที่ห้องน้ำ ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นงูเหลือมช่วงหัวโผล่ขึ้นมาจากส้วมนั่งยอง ยาวประมาณ 50 ซม. แล้วถูกมัดปากด้วยเทปกาวใส และใช้เชือกและเชือกกล้วยมัดคอผูกติดกับประตูหลังบ้าน และมีคราบเลือดจำนวนมาก ทางกู้ภัยต้องใช้น้ำราดคราบเลือดออกก่อน โดยพบว่างูเหลือมยังมีชีวิตอยู่ จึงใช้ค้อนตอกสกัดฐานส้วมนั่งยอง ประมาณ 5 นาที ก็สามารถขยับฐานคอห่านได้ ก่อนยกคอห่านออก พบลำตัวงูถึงหาง ความยาวอยู่ภายในบ่อพัก จึงต้องค่อยๆ ดึงตัวขึ้น มาแต่เพราะลำตัวงูเหลือมติดอยู่ในคอห่าน จึงต้องช่วยกันยกออกมาทั้งฐาน แล้วนำค้อนมาทุบคอห่าน ก่อนจะสามารถนำงูเหลือมออกมาได้สำเร็จ พบว่ามีความยาวประมาณ 3.50 เมตร ก่อนจะใส่ถุงนำปล่อยคืนธรรมชาติเจ้าหน้าที่ทุบส้วมนั่งยอง เพื่อนำตัวงู ออกมา

น.ส.โบ เล่าว่า สามีได้ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ เพื่อจะอาบน้ำไปทำงานช่วงเช้า แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสามีร้องเรียกให้ช่วยพร้อมตะโกนให้ไปหยิบเชือกมาด้วย พอวิ่งมาดูสามีที่ห้องน้ำก็พบว่าสามีนั้นถูกงูเหลือมกัดที่ปลายอวัยวะเพศ จนเลือดออกจำนวนมาก ซึ่งทั้งคนและงูต่างยื้อกัน จนสุดท้ายสามีรีบให้ตนตัดเชือกแล้วมัดหัวงูเหลือมเอาไว้จนแน่น ก่อนผูกกับประตูและนำเทปกาวใสมัดปากอีกชั้น และนำเชือกกล้วยมามัดคอซ้ำ จากนั้นเพื่อนบ้านที่อยู่ข้างเคียงได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็รีบออกมาดูที่บ้าน ซึ่งตนได้รีบนำสามีขึ้นรถเพื่อนบ้านส่งโรงพยาบาลด่วน เนื่องจากหมดสติเพราะเสียเลือดมาก

โดยพบว่ามีบาดแผลที่ปลายอวัยวะเพศ แพทย์ต้องทำการเย็บ ก่อนให้นอนดูอาการ เนื่องจากหากงูเหลือมกัดเข้าที่ใด เชื้อแบคทีเรียก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ทั้งนี้ บริเวณดังกล่าวเคยมีงูอาศัยอยู่ และหลังมีการถมที่สร้างบ้าน ทำให้ที่อยู่งูน้อยลง คาดว่างูน่าจะเลื้อยเข้ามาทางท่อน้ำทิ้งแล้วเลื้อยลงไปในบ่อพักแล้วเลื้อยขึ้นมาที่คอห่าน.

ที่มา>>>Thairath

ชาวบ้านไถนาบึงกะโล่ เจอของใช้โบราณ คาดอายุหลายพันปี

พบของใช้โบราณ ในบึงกะโล่ จ.อุตรดิตถ์ หลังจากชาวนาเข้าไปไถนา ก่อนช่วยกันขุดและนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด คาดเป็นของโบราณ อายุไม่ต่ำกว่าพันปี ชาวบ้านบอกเจอบ่อย คาดบริเวณดังกล่าว อาจเคยเป็นเมือง หรือวัดโบราณ …

วันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ บึงกะโล่ หมู่ที่ 7 ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ นายสมศักดิ์ กรรณิกา อยู่บ้านเลขที่ 90/1หมู่ที่ 7 ต.ป่าเซ่า อ.เมือง ได้ออกไปไถนาเพื่อทำการเปิดหน้าดิน เตรียมการเพาะปลูกข้าวนาปี ขณะที่กำลังไถหน้าดิน ผานของรถไถได้ไปกระทบกับสิ่งของ จนทำให้เสียงดังสนั่น เมื่อลงไปดูพบวัตถุโบราณ จึงได้ไปแจ้งชาวบ้านให้มาช่วยกันขุด นำขึ้นมาไว้ที่วัดทุ่งเศรษฐี ซึ่งเป็นวัดในหมู่บ้าน โดยมีทั้ง ถาด ถ้วย กระบวยโบราณ ตลับภาชนะโลหะ ขันใส่บาตร ชุดหมากต่างๆ คาดมีอายุไม่ต่ำกว่าหลายพันปีขณะที่ชาวบ้านเชื่อว่า บริเวณดังกล่าว น่าจะเป็นเมืองโบราณ หรือวัดโบราณ เนื่องจากจะพบสิ่งของเหล่านี้อยู่บริเวณรอบๆ บึงกะโล่ ซึ่งจากคำบอกเล่าของปู่ย่าตายา ปากต่อปาก ว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณที่สูญหาย ที่เป็นตำนานแห่งเมืองกะโล่ ที่ได้ถูกค้นพบใหม่แต่บางคนไม่สนใจ นำวัตถุโบราณของชาติไปเป็นสมบัติส่วนตัว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถครอบครองได้ เพราะคนที่นำของเก่ากลับบ้าน มักจะนอนฝันร้าย บางรายถึงกับเสียสติ

สำหรับวัดทุ่งเศรษฐี ปัจจุบันก็เต็มไปด้วยของโบราณสภาพสมบูรณ์ ซึ่งชาวบ้านที่ขุดพบ นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดกว่าพันชิ้น.

ที่มา>>>Thairath

กระบี่ฝนตกหนักคลื่นลมแรง เรือนำเที่ยวกว่า 300 ลำหยุดบริการ

จ.กระบี่ ฝนตกหนักคลื่นลมแรง เรือนำเที่ยวกว่า 300 ลำหยุดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ บริเวณถนนบางจุดเกิดน้ำท่วมขัง รถสัญจรลำบาก ลมพัดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ล้ม จนท.เร่งรื้อถอน …

วันที่ 24 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากภาวะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ แม้ฝนจะหยุดตกในบางพื้นที่ แต่ท้องฟ้ามืดครึ้มและยังมีฝนตกลงมาในบางช่วง โดยที่ตำบลอ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ยังมีฝนตกลงมาส่งผลให้เรือนำเที่ยว ทั้งเรือหางยาวและเรือสปีดโบ๊ตจำนวนกว่า 300 ลำ ต้องนำเรือเข้าไปจอดหลบคลื่นลมที่มีกำลังแรง และบางลำหยุดให้บริการ ส่วนบางลำให้บริการรับส่งในระยะใกล้ฝั่ง เช่น จากอ่าวนางไปยังอ่าวไร่เลย์ เท่านั้น ซึ่งสร้างความผิดหวังแก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาที่ท่าเรือของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เพื่อจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินทางได้เรือเข้าไปจอดหลบคลื่นลมที่มีกำลังแรงหลังฝนตกหนัก

ขณะเดียวกัน ภาวะฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องและมีลมแรง ก็ทำให้น้ำท่วมถนนบางจุด การสัญจรยากลำบาก เช่น ถนนสายวัชระ ฝั่งขาเข้าเมืองกระบี่ ที่ใช้สำหรับเข้าเมืองและไปยังอ่าวนาง น้ำท่วมถนนสูงประมาณ 15-20 ซม. เหลือเพียงช่องจราจรเดียว นอกจากนั้น ยังมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ บริเวณสี่แยกคลองจิหลาด ถูกลมพัดล้มลงมาบนถนน ทางเจ้าหน้าที่เทศกิจ เทศบาลเมืองกระบี่ ได้เข้ารื้อถอนป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

ด้าน นายบุญเชาว์ ตั้งศิริไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขากระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ออกประกาศเตือนชาวเรือ ทั้งเรือโดยสารนำเที่ยว เรือวิ่งประจำทาง และเรือประมง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง เนื่องจากทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 และขอให้ติดตามการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด.

ที่มา>>>Thairath

ไม่ระวัง! ปิกอัพร้านของเก่า ขับผ่านทางรถไฟ ถูกชนกระเด็นดับ 1 สาหัส 1

อีกแล้ว รถไฟพุ่งชนรถยนต์! ปิกอัพ อีซูซุ บรรทุกของเก่าเต็มกระบะ ขับรถผ่านจุดตัดทางรถไฟ บ้านโคกมะเมียน ต.นอกเมือง จ.สุรินทร์ สาหัส 1 ตาย 1 ขณะที่ไม้กั้นทางรถไฟ อยู่ระหว่างซ่อมแซม คาดผู้ตายไม่ทันสังเกต ถูกรถไฟชนดับ

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. เวลา 08.40 น. พ.ต.ต.ไชยา เพชรงาม สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองสุรินทร์ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ ศรีผไท มีเหตุรถไฟชนกับรถยนต์ปิกอัพ ที่ถนนตัดทางข้ามรถไฟ บ้านโคกมะเมียน ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.สุรินทร์ หน่วยกู้ภัยสุรินทร์ ไปตรวจสอบตามรับแจ้ง

ที่เกิดเหตุเป็นถนนระหว่างหมู่บ้านตัดข้ามทางรถไฟ ซึ่งอยู่ระหว่างการสร้างไม้กั้นแบบระบบอัตโนมัติ ห่างจากจุดตัดทางรถไฟประมาณ 100 เมตร พบรถยนต์ปิกอัพ อีซูซุ รุ่นดีแม็กซ์ สีเทา ทะเบียน บต 5752 สุรินทร์ กระบะหลังต่อโครงเหล็ก บรรทุกของเก่า ลังกระดาษ ขวด ของร้านเฮียหลง กิมจุ้ม 2 ชนกับรถไฟขบวน 428 ออกจากสถานีอุบลราชธานี ปลายทางนครราชสีมาจากการตรวจสอบรอบบริเวณพบเศษขวด ลังกระดาษ ตกกระจายเกลื่อน สภาพรถด้านที่นั่งคนขับยุบ ประตูหลุดออกจากตัวรถ ภายในที่นั่งคนขับพบนายอภิชาติ โนนจันสี อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 125 หมู่ 14 ต.สลักได อ.เมืองสุรินทร์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส กู้ภัยเร่งนำตัวออกมาช่วยเหลือ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา และด้านข้างที่นั่งคนขับพบนายสุขสันต์ สมคิดเสมอ อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35/7 ถนนเทศบาล เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส กู้ภัยนำส่ง รพ.สุรินทร์ แพทย์ให้การช่วยเหลือสอบสวนทราบว่า รถไฟออกจากอุบลราชธานี มาถึงสถานีสุรินทร์ เพิ่งเคลื่อนขบวนออกจากสถานีได้ประมาณ 10 นาที ขณะผ่านจุดเกิดเหตุ มีรถยนต์ปิกอัพที่ขับโดยนายอภิชาติ โนนจันสี มีนายสุขสันต์ สมคิดเสมอ นั่งมาด้วย ทั้งคู่เป็นลูกจ้างร้านขายของเก่า บรรทุกของเก่าเต็มกระบะออกจากร้านเพื่อนำไปส่งที่โกดังคัดแยกบ้านท่าสว่าง ถึงทางข้ามอาจไม่สังเกตรถไฟ จึงถูกชนเข้ากลางตัวรถบริเวณที่นั่งคนขับ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ส่วนรถไฟกันชนหัวรถเสียหายเล็กน้อย โชคดีผู้โดยสารไม่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งค่าเสียหายทางการรถไฟจะได้ประเมินและแจ้งเจ้าของรถมารับผิดชอบต่อไป สำหรับทางข้ามนี้เมื่อเดือนเมษายนเกิดอุบัติเหตุมาแล้ว.

ที่มา>>>Thairath

ไอเดียเจ๋ง! ผัวใส่สูทผูกไท-เมียแต่งชุดไทย ขายไอติมบุฟเฟ่ต์ ตักไม่อั้น

ไอเดียเจ๋ง! 2 สามีภรรยาเมืองกรุงเก่า สู้ชีวิตจากอดีตเคยรับจ้างทำอิฐมอญ ผันชีวิต ตระเวนรถ จยย.คู่ใจ ขายไอศกรีมบุฟเฟ่ต์…ไฮโซ ตักไม่อั้น แถมการแต่งตัวแหวกแนวไม่ซ้ำใคร สามีแต่งสูทผูกเนคไท ส่วนภรรยาแต่งชุดไทยเรียกลูกค้า ส่งผลให้ขายดีเกือบทุกวัน…

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสอบพื้นที่เกาะเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากมีประชาชนให้ความสนใจอุดหนุนซื้อไอศกรีมบุฟเฟ่ต์ ไฮโซ แบบตักไม่อั้น อยู่ริมถนน คนขายคือ นายกำพล สุพรรณ์ประเสร็จ อายุ 52 ปี แต่งกายด้วยชุดสูท ผูกเนคไทและนางหนูเรือง สุพรรณ์ประเสร็จ อายุ 54 ปี แต่งกายด้วยชุดแบบไทยเสื้อผ้าสีขาวฉลุลายดอกไม้ นุ่งผ้าถุงโจงกระเบน สองสามีภรรยากำลังขายไอศกรีมให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวสอบถามนายกำพล เล่าว่า ตนเองพื้นแพเป็นคนชาวจังหวัดสกลนคร ออกจากบ้านมาหางานทำเมื่อปี พ.ศ. 2532 พร้อมภรรยาและลูกเล็กสองคนเป็นผู้ชายและผู้หญิง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนแรกรับจ้างทำอิฐมอญ ในโรงงานอิฐมอญแถว อ.บางปะหัน หลังจากนั้นเศรษฐกิจไม่ดี ลูกๆ เริ่มโตขึ้น รายได้ไม่เพียงพอ จึงเลิกอาชีพรับจ้างทำอิฐมอญ หันมาฝึกทำไอศกรีมขาย เมื่อปี พ.ศ.2540 ช่วงแรกนั้นได้ตระเวนขายโดยรถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้างเหมือนรถขายของทั่วๆ ไป มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว ตนก็เลยคิดว่าควรหาไอเดียแปลกแหวกแนวเพื่อเรียกจุดความสนใจให้ลูกค้ามาซื้อไอศกรีม จึงแต่งตัวใส่สูท ผูกเนคไท และให้ภรรยาแต่งตัวแบบชุดไทยเสื้อขาว ฉลุด้วยลายดอกไม้ ใส่ผ้าถุงนุ่งแบบโจงกระเบน และสั่งทำรถ โดยออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยเปลี่ยนจากการขายตักเครื่องไอศกรีมให้ลูกค้าเอง เป็นให้ลูกค้าตักเองเลย จึงเป็นที่มาของ กำพล ไอศกรีมบุฟเฟ่ต์ ไฮโซ ตักแบบไม่อั้นทั้งนี้จะออกจากบ้านช่วงเช้าตระเวนขายไปตามถนนใหญ่ รวมถึงตรอกซอกซอย ทุกวัน และจะมีลูกค้ามายืนรอซื้อไอศกรีมกันแบบไม่ขาดสาย และบ้างครั้งลูกค้ายังขอถ่ายรูปคู่กับคนขายเพราะเห็นว่าแต่งตัวแปลกแหวกแนวดีและยังพูดจาไพเราะ แต่ก่อนทำไอศกรีมขายวันละ 1-2 ถัง ขายได้วันละ 1,500 บาท แต่เดี๋ยวนี้ขายได้วันละ 3-4 ถัง ขายได้วันละ 5,000 กว่าบาท จึงทำให้มีรายได้ดีกว่าแต่ก่อน ส่วนรสชาติไอศกรีม ขอบอก ทานแล้วจะติดใจในรสชาติของไอศกรีมมะพร้าว เนื้อไอศกรีมหวานมันอร่อย พร้อมเครื่องเคียงใส่ไอศกรีมให้ลูกค้าเลือกใส่ตักแบบไม่อั้น กว่า 10 อย่าง ขายในราคาถ้วยละ 20 บาท ไม่อิ่มสามารถตักใหม่ได้.

ที่มา>>>Thairath

ทนายจำเลยชาวเมียนมา ยื่นอุทธรณ์คดีฆ่า 2 นทท.อังกฤษ ที่เกาะเต่า

ทนายฝ่ายจำเลยชาวเมียนมา 2 ราย ยื่นอุทธรณ์คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต โดยพบข้อเห็นต่างของพยานหลักฐาน จึงใช้เวลากว่า 5 เดือนในการรวบรวมข้อมูล…

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 59 ตัวแทนทีมทนายฝ่ายจำเลยของ นายซอลิน และ นายเวพิว จำเลยชาวเมียนมา 2 ราย ในคดีฆาตกรรม น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิคเธอริดจ์ อายุ 24 ปี และ นายเดวิด วิลเลี่ยม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิตที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเช้าวันนี้ทางตัวแทนทีมทนายได้เดินทางมายังศาลจังหวัดเกาะสมุย พร้อมด้วย นางเมย เตียน และ นาง พิว ฉวย นุ มารดาของจำเลยทั้ง 2 คน พร้อมด้วยตัวแทนจากสถานทูตจากประเทศเมียนมาประจำประเทศไทย และเอกสารจำนวนกว่า 200 หน้า เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทรณ์ภาค 8 ในคำพิพากษาตัดสินโทษ ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน ที่ศาลจังหวัดเกาะสมุยทนายฝ่ายจำเลยชาวเมียนมา 2 ราย มาศาลเกาะสมุย ยื่นอุทธรณ์คดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า

ทั้งนี้ ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน ในข้อหาข่มขืนและฆ่านักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษ และฆ่านักท่องเที่ยวชายชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ต่อมาทางทีมทนายความฝ่ายจำเลย มีการประชุมหาหรือคำตัดสินของศาลและใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลกว่า 5 เดือน ก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ในวันนี้

ด้าน นายนคร ชมพูชาติ หัวหน้าทีมทนายฝ่ายจำเลย เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทางทีมทนายฝ่ายจำเลย ยังมีข้อเห็นต่างในเรื่องของพยานหลักฐาน อยู่หลายประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงได้มีการรวบรวมข้อมูล เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 2 ทุกข้อกล่าว โดยการยื่นอุทธรณ์เป็นไปตามขั้นตอนของขบวนการยุติธรรม.

ที่มา>>>Thairath