รวบคาโรงแรม ‘น้าผีพัทยา’ พ่อเล้าค้ากามเด็กหญิง 15 ผ่านไลน์

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 16 พ.ย. พ.ต.อ.ชาตรี สุขศิริ ผกก.สืบสวน1 บก.สส.ภ.2 .พ.ต.ท.เฉลิมศักดิ์ เถียรทองศรี รอง ผกก.ฯ พ.ต.ท.นราวุธ การามหิโต สว.ฯ ร.ต.อ.ชนกานต์ ณ นคร สว.ฯ ร.ต.อ.จตุภูมิ ลิ้มสิริวัฒนกุล รอง สว.ฯ พร้อมกำลัง ร่วมกันวางแผนล่อซื้อการค้าประเวณีและจับกุม นายสันติพงษ์ หรือน้าผีพัทยา เกิดแก่ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมด้วยของกลาง สำเนาธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ รวมเป็นเงินจำนวน 9,500 บาท โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง สีาว 1 เครื่อง ที่ใช้ในการติดต่อ201611161239312-20041019161308โดยกล่าวหาว่า เป็นธุระจัดหาหรือล่อไปหรือลักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลอื่นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี และเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเป็นการกระทำแก่เด็กอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี และเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์201611161239313-20041019161308ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.2 สืบสวนทราบทางโซเชียลมีเดีย กับผู้กระทำความผิดลักลอบนำเด็กหญิงมาค้าประเวณี โดยติดต่อทางโปรแกรมไลน์กับชายที่ใช้ชื่อว่า “น้าผี พัทยา” จึงได้ติดตามตรวจสอบจนทราบว่า น้าผี พัทยา คือนายสันติพงษ์ เกิดแก่ อ้างตัวเป็นพ่อเล้าพาเด็กหญิงและผู้เยาว์ มาเสนอขายบริการทางเพศในราคาครั้งละ 2,000-3,000 บาท จึงได้ปลอมเป็นลูกค้า ใช้โปรแกรมไลน์ติดต่อพูดคุยเพื่อขอซื้อบริการทางเพศกับนายสันติพงษ์

ต่อมาวันที่ 15 พ.ย. เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อซื้อบริการทางเพศเด็กหญิงจากนายสันติพงษ์ได้ จากนั้นร่วมกันวางแผนเพื่อทำการจับกุม โดยได้ใช้ธนบัติ จำนวน 9,500 บาท ถ่ายเอกสารลงบันทึกประจำวันไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อล่อซื้อบริการทางเพศจากนายสันติพงษ์ แล้วนัดนัดหมายกับนายสันติพงษ์ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านถ.พัทยาเหนือ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จนกระทั่งถึงเวลานัดหมาย นายสันติพงษ์เดินทางมาที่โรงแรม พร้อมกับหญิงจำนวน 3 คน และได้ต่อรองราคาค่าตัว รวมเป็นเงิน 9,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้มอบธนบัตรให้กับนายสันติพงษ์และให้เด็กสาวทั้ง 3 คน ขึ้นไปรอบนห้องพัก จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ปลอบตัวได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เหลือเข้าจับกุม

จากการการตรวจค้นพบธนบัตรของกลาง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพธนบัตรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกไว้ ปรากฎว่ามีหมายเลขตรงกันจริง และพบโทรศัพท์มือถือของกลางอยู่บนโต๊ะด้านหน้านายสันติพงษ์ จึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้นนายสันติพงษ์ ยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ทางเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานแน่ชัด จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับเหยื่อเด็กสาวทั้ง 3 คน ได้ประสานเจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรี มาคัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์ เพื่อดำเนินการดูแลต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่ม รปภ.ถูกแมงมุมกัดตาย พี่ชายระบุน้องบ่นถูกกัดมาเป็นอาทิตย์

วันที่ 5 ต.ค. ร.ต.อ.ชยพล มั่นคง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตบริเวณโรงแรมลักกี้พลัสอินทร์ บ้านคลองยาง หมู่ 4 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลกบินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมกบินทร์บุรี201610052004442-20041019185642ที่เกิดเหตุบริเวณใต้ต้นมะขามขนาดใหญ่ ภายในโรงแรมดังกล่าว พบศพนายวุฒิ เข้าพิมาย อายุ 41 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี และเป็น รปภ.ดูแลความปลอดภัยโรงแรมดังกล่าว นอนเสียชีวิตอยู่บนพื้นดิน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้ จากการตรวจสอบตามร่างกายพบว่าบริเวณมือและเท้าทั้งสองข้าง มีอาการบวม คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-5 ชั่วโมง

จากการสอบถามนายวสันต์ เข้าพิมาย อายุ 43 ปี พี่ของผู้ตาย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา เห็นน้องชายบ่นว่าถูกแมงมุมไม่ทราบชนิดกัดเข้าที่แขน แต่ไม่ได้ถามว่าแขนข้างไหน และบ่นว่าปวดแผลมาก ก่อนจะเดินมาขอยาพารากิน ซึ่งก็ไม่ได้เอะใจอะไรว่าแมงมุมที่กัดเป็นแมงมุมชนิดอะไรและไม่คิดว่าจะมีพิษร้ายแรงขนาดนี้ จนกระทั่งน้องชายมาเสียชีวิตดังกล่าว

ด้าน ร.ต.ท.ชยพล กล่าวว่า สาเหตุที่เสียชีวิตนั้นตามคำบอกเล่าของญาติว่าถูกแมงมุมกัด ซึ่งต้องรอให้แพทย์ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าจริงเท็จแค่ไหน ส่วนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นช่วงมืดค่ำจึงไม่สามารถตรวจสอบบริเวณโดยรอบเพื่อหาแมงมุมที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังทราบว่าผู้ตายชอบดื่มสุรา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

นี่หรือคือเกาะสมุย!? สุดอึ้งขยะเกลื่อนหาดเฉวง ทั้งขยะ พลาสติกและขวดแก้วไร้คนเหลียวแล

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณแหลมสน หาดเฉวง ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุ จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวร้องทุกข์มาว่ามีขยะจำพวกพลาสติก เศษแก้ว ซากเรือ และอุปกรณ์ทำประมงที่ชำรุดแล้ว วางเกลื่อนเต็มชายหาด โดยไม่มีการดูแลความสะอาดในพื้นที่ดังกล่าวจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า แหลมสนอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย มีลักษณะภูมิทัศน์เป็นลานกว้างไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และมีสภาพเป็นหาดทรายแหลมยืนเข้าไปในทะเล นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเข้ามาพักผ่อนอาบแดดตรงจุดนี้ เพราะเงียบสงบ และชาวบ้านก็จะใช้พื้นที่นี้เป็นที่จอดเรือประมงพื้นบ้าน ส่วนทางด้านซ้ายและด้านขวา จะเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหารอยู่โดยรอบ แต่สภาพตอนนี้มีนักท่องเที่ยวลดลง จนแทบจะไม่มีเลย ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากชายหาดมีขยะกลาดเกลือน และมีเศษขวดแก้วที่แตกอยู่ตามชายหาด ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจุดนี้เกรงที่จะได้รับอันตรายจึงไปพักผ่อนตรงจุดอื่นๆแทนสำหรับแหลมสน สมัยก่อนชาวสมุยที่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ ซึ่งอยู่ไกลที่พัก ในตอนกลางวันก็จะนัดมาเจอกันที่แหลมสนเพื่อพบปะและกินข้าวห่อ จนกลายเป็นประเพณีชาวบ้านของคนสมุยสืบทอดกันมาช้านานผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ปัญหาขยะก็เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของท้องทะเลไทย จากข้อมูลเว็ปไซต์ sciencemag.org ระบุว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดของโลก โดยในแต่ละปีเราทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 1.03 ล้านเมตริกตัน ส่วนประเทศที่มีการทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดคือ จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้พลาสติกสูงที่สุดของโลกด้วย โดยจีนทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลที่ปริมาณ 8.82 ล้านเมตริกตันต่อปี อันดับ 2 อินโดนีเซีย 3.22 ล้านเมตริกตัน อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ 1.88 ล้านเมตริกตัน อันดับ 4 เวียดนาม 1.83 ล้านเมตริกตัน และอันดับ 5 ศรีลังกา 1.59 ล้านเมตริกตัน

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวอุดรสุดทน โพสต์ภาพ”ถุงยาง-เสื้อผ้า”เกลื่อน ลั่นสวนสาธารณะนะ-ไม่ใช่ม่านรูด

กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อเพจ Home News  ได้โพสต์เรื่องราวของผู้เฟซบุ๊คชื่อ บีเวอร์ เมอร์คิวรี่ ซึ่งได้โพสต์ภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นที่สวนสาธารณะหนองบัว เ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นภาพของถุงยาอามัยที่ใช้แล้ว และเสื้อผ้า 3 ของสตรี พร้อมลงข้อความว่า ขอความว่า อนุญาตคับ..บอกข่าวครับ.. #สวนสาธารณคับไม่ใช่โรงแรม ตอนกลางคืนไฟส่องสว่างน้อยมากๆครับ..บางเสาไม่ติดก็มีครับ..วอนท่านผู้ใหญ่ด้วยนะครับ..เห็นแล้วเป็นห่วงความปลอดภัย….เป็นภาพที่ไม่น่ามองครับ ขอบคุณครับ.. โดยมีคนเข้าไปอสดงความเห็นกันล้นหลาม โดยตั้งคำถามไปต่างๆ นานาว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พร้อมวอนให้เทศบาลนครอุดรธานี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลห้องสวนสาธารณะนี้ เพื่อความปลอดภัยที่มา Home News

สาวโพสต์แฉแท็กซี่หื่น เอามือลูบขาแล้วชวนไปเล่นเซ็กซ์พร้อมยาไอซ์!

 แชร์ว่อนเน็ตเตือนภัยโชเฟอร์แท็กซี่หื่นกาม โดยผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ Sunanta โพสต์ว่า แชร์เรื่องเล่าเช้านี้ ช่วงเวลาประมาณตี 05:30 น.ของเช้าวันนี้ ได้โดยสารรถแท็กซี่สีส้มทะเบียน ทม.59– จากถนนสุขุมวิท ซอย11 คือขึ้นรถมากับเพื่อน 2 คน แต่เพื่อนลงพัฒนาการ 25 แล้วแท็กซี่คันดังกล่าวก็ขับมาส่งเราที่อ่อนนุช 46 ช่วงระหว่างที่นั่งในรถ เราก็ไม่ได้คุยอะไรกับพี่เขานะ  ..แล้วจู่ๆพี่เขาก็ถามเราขึ้นมาว่า อ่อนนุช46 แถวนั้นขายยาเยอะนะ..เราก็บอกพี่เขาไปว่าเราอยู่ต้นซอยอยู่คอนโดลุมพินีช่วงต้นซอยไม่มีหรอกยา ถ้าจะมีแล้วก็โดนจับอยู่บ่อย ๆ ก็คงเป็นคอนโด…..((คนแถวนี้รู้ดี)) แล้วพี่เขาก็หันมามองหน้าเราแล้วพูดกับเราว่ารูปร่างน่าตาคมขำอย่างน้องนี่ดูเซ็กซี่นะ พี่เคยเอาผู้หญิงรูปร่างแบบนี้ไปนอนแล้วเล่นไอซ์ด้วยกันสุดยอดมากๆ ”เราก็เลยบอกเขาว่าเคยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เล่นนานแล้ว ..แล้วเป็นช่วงจังหว่ะจะเลี้ยวเข้าซอย 46 พี่เขาก็เอื้อมมือมาลูบขาเรา แล้วบอกว่าไปนอนกับพี่มั้ย พี่มียาให้เล่น ไปโรงแรมอุดมสุข…แล้วเราก็บอกพี่เขาว่าหนูถ่ายรูปพี่แล้วนะพี่ทำอะไรกับหนู!! คือเขายังหันมาหัวเราะได้อีกอ่ะ คือไม่ได้กลัวเลยเหรอว่าเราจะแจ้งความกับเขา…นี่ขนาดว่าไม่ได้คุยเล่นหูเล่นตาให้ท่าให้ทางนะยังขนาดนี้..นิสัยใช้ไม่ได้ หน้าตาก็ใช่ว่าจะหล่อเหมือนณเดช….กุเพลียค่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

ขนมจากผสมผลไม้! หนุ่มตรังคิดสูตร ส่งตามออเดอร์ รายได้ดีมีเงินเปิดร้าน

ขนมจาก พลิกชีวิต! หนุ่มเมืองตรัง ลาออกจากงานประจำ หันทำขนมจากขนมพื้นบ้าน ดัดแปลงสูตรผสมผลไม้ตามฤดูกาล เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย เริ่มต้นรับออเดอร์ กระทั่งปักหลักเปิดร้านขาย สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคตรัง ริมถนนตรัง-ปะเหลียน ในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ อ.เมืองตรัง นายประธง ท่าจีน หนุ่มวัย 35 ปี ชาวตรังโดยกำเนิด รู้สึกเบื่อชีวิตลูกจ้างแล้วหันมาทำขนมจากซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านไทย แต่นำสูตรมาดัดแปลงผสมกับผลไม้ตามฤดูกาล จนนับเป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวในประเทศไทย ได้รับการตอบรับจากลูกค้า ขายดิบขายดี สร้างรายได้เลี้ยงปากท้อง เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

นายประธง เล่าว่า ตนเองเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนได้มาเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งก็พบว่า มีรสชาติอาหารดีมากก็เลยอยากรู้จักแม่ครัว พอได้รู้จักกันก็คุยกันถูกคอ เขาจึงสอนวิธีทำอาหารให้ รู้สึกว่าสนุกดี จากที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าตนเองชอบทำอาหาร กระทั่งต่อมา ก็ได้ไปทำงานเป็นเชฟในโรงแรมแห่งหนึ่ง และถูกส่งไปอบรมหลักสูตร และเทคนิคต่างๆ จนสามารถทำอาหารได้ทุกชนิด” ต่อมา ก็ได้ตัดสินในลาออกเนื่องจากรู้สึกเบื่อสังคมลูกจ้างที่ทำงานจำเจทุกวัน แต่เนื่องจากผมมีความชำนาญด้านการทำอาหารอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงลองคิดค้นสูตรแปลกๆ ไปเรื่อยๆ กระทั่งได้มีโอกาสไปร่วมงานศพใกล้บ้าน และสังเกตเห็นขนมจาก ซึ่งเป็นขนมโบราณพื้นบ้านของท้องถิ่น จึงสนใจนำมาดัดแปลงเพิ่มเติม โดยการนำผลไม้ตามฤดูกาลมาผสมกับมะพร้าวอ่อน ทำให้รสชาติออกมาอร่อยมากยิ่งขึ้นไปกว่าแบบเดิมๆ” เขากล่าว

นายประธง เปิดเผยต่อว่า โดยแรกๆ ตนเองจะทำขนมจากเฉพาะตามใบสั่งของลูกค้า หรือตามงานต่างๆ เช่น งานศพ งานแต่งงาน งานบุญ ฯลฯ เท่านั้น แต่กลับมีกระแสการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และต่างพากันสอบถามว่า เปิดร้านขายที่ไหน จนในที่สุดตนก็คิดว่าเดินมาถูกทางแล้วจึงได้เปิดร้านขายขนมจากที่บริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคตรัง เมื่อประมาณ 1 เดือนเศษที่ผ่านมา ปรากฏว่า ขายดีทุกวัน ในส่วนของลูกค้ามีทั้งขาประจำ และขาจร

” วันนี้สามารถมีเงินเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน ดีกว่าชีวิตลูกจ้างเยอะ สำหรับขนมจากมีส่วนผสมหลายแบบ ทั้งขนุน เผือก ข้าวโพด ฟักทอง และข้าวเหนียวดำ เพื่อให้เป็นทางเลือกของลูกค้า เพราะแต่ละแบบก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกัน แล้วแต่คนชอบ โดยจะเปิดร้านขายขนมจากทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น. และตั้งชื่อว่า “ร้านขนมจาก จากใจ” นอกจากจะเน้นคุณภาพของขนมไทยแล้ว ลูกค้าที่กินก็จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ เป็นการอนุรักษ์ขนมพื้นบ้านที่นับวันจะสูญหาย และถูกลดความสำคัญลงไปมากในปัจจุบัน” นายประธง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา>>>Thairath