ภูมิใจกับอาชีพที่โดนดูถูก! เปิดเบื้องหลังความสำเร็จของเกษตรกรปลูกกล้วยส่งเซเว่นฯ (ชมคลิป)

ยิ่งตลาดสุขภาพขยายตัวกว้างขึ้น คนเริ่มหันมาใส่ใจในสุขภาพมาขึ้น ผู้ที่มองเห็นช่องทาง ได้รับคำปรึกษาและการสนับสนุนที่ดี แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ หนึ่งในธุรกิจเอสเอ็มอีที่กำลังไปได้สวยก็คือ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี แหล่งผลิตกล้วยหอมสำคัญที่ส่ง “กล้วยหอมทอง” เข้ามาวางจำหน่ายยังร้านเซเว่น อีเลฟเว่น    สำหรับใครที่เข้าไปซื้อของที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นเป็นประจำ จะต้องเห็นกล้วยหอมทองบรรจุถุงพลาสติกวางจำหน่ายบริเวณเคาท์เตอร์ชำระเงิน ซึ่งนับว่าเป็นผลดีของผู้บริโภคที่นอกจากจะอิ่มสะดวกสำหรับชีวิตที่รีบเร่งของชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ยังได้รับประทานกล้วยหอมคุณภาพดีที่ส่งตรงจากสวนในจังหวัดเพชรบุรีทุกวันอีกด้วย ในขณะเดียวกันเกษตรกรก็ได้รับผลดีไปด้วย ลองดูคลิปที่สร้างจากเรื่องจริงของคุณสมยศ ดำเพิง พนักงานออฟฟิศที่ตัดสินใจลาออกและหันมาเป็นเกษตรกร หนึ่งในเกษตรกรของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายยังเซเว่น อีเลฟเว่น  ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของการประกอบอาชีพเกษตรกร ที่กว่าจะลืมตาอ้าปากได้ ต้องผ่านอุปสรรคนานาประการ

สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จ.เพชรบุรี ได้มีการจัดโครงการกล้วยหอมทอง โดยรับซื้อกล้วยหอมทองจากเกษตรกร เพื่อส่งออกและส่งเข้าไปขายยังร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากเรื่องคุณภาพสินค้าแล้ว คือการได้รับคำแนะนำจากเซเว่น อีเลฟเว่น และการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ทันสมัยและสะดวกสบายต่อผู้บริโภคมากที่สุด เมื่อมีการวางระบบที่เข้มแข็ง รวมทั้งได้รับคำปรึกษาและการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมกับกลุ่มสหกรณ์ฯท่ายาง จากเดิมที่เคยส่งขายยังเซเว่นฯ เพียง 900 ลูกต่อวัน เพิ่มเป็นหลักหมื่นภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี   ไม่เพียงแต่สินค้าเอสเอ็มอีในภาคการเกษตรเท่านั้น แต่เซเว่น อีเลฟเว่นยังมีการจัดจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีประเภทอื่นๆ กว่า 6,300 รายการ ผ่านทางหน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง บริษัทในกลุ่ม ซีพี ออลล์ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ตามนโยบายที่จะเดินหน้าสนับสนุนและส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มมนุษย์เงินเดือนผันชีวิต ปลูกแก้วมังกรขายริมทางหลวง โกยเงินวันละหมื่นบาท

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่ามีเกษตรกรหนุ่มคนขยันชาวอ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทิ้งชีวิตจากมนุษย์เงินเดือน หันมาปลูกแก้วมังกรพื้นที่ 6 ไร่ ลองผิดลองพัฒนาสายพันธุ์ด้วยตนเองมานานนับ 10 ปี ปลูกเองขายเองคนเดียวริมถนนทางหลวงโดยไม่จ้างแรงงาน เก็บสถิติทุกขั้นตอนจนผลผลิตพุ่งทะลุ 15 ตัน ขายส่ง-ปลีกกิ่งพันธุ์ด้วย โกยเงินเข้ากระเป๋าวันละ 10,000 บาท เผยทั้งปีจะมีรายได้เฉลี่ยมากถึงครึ่งล้านบาทOLYMPUS DIGITAL CAMERAโดยนักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมาริมถนนทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม-ธาตุพนม ฝั่งขาเข้าตัวเมือง บ้านดอนนางหงส์ท่า หมู่ 7 ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จะสะดุดป้ายปักบอกมักจอดแวะซื้อแก้วมังกร ผลไม้มงคลที่มีรสชาติกรอบหวานฉ่ำ ติดมือไปฝากญาติหรือนำไปเซ่นไหว้เจ้าที่และศาลเจ้า โดยมีพ่อค้าจากหลายอำเภอในพื้นที่ แห่มารับซื้อถึงสวนหน้าร้านและหลังเพิงร้าน หลังติดใจในรสชาติบอกปากต่อปาก ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน

ว่าที่ร.ต.ธนศักดิ์ จันทร์นนท์ วัย 44 ปี เกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกร เล่าว่า เคยผ่านชีวิตทำงานที่บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ บริษัททำโช๊ครถจักรยานยนต์ และบริษัทผลิตวิทยุติดรถยนต์มา 4 แห่ง ในช่วง 8 ปี ชีวิตมนุษย์เงินเดือนลำบาก จึงมีแนวคิดว่าทำอย่างไรจะมีรายได้เสริมมากกว่าเป็นลูกจ้างมีรายได้ทางเดียว ช่วงที่ทำงานบริษัทหลังสุด จึงซื้อหนังสือปลูกแก้วมังกรมาอ่านศึกษาดู ก่อนลาออกจากงานกลับบ้านเกิด

“ครอบครัวมีที่ดินรวม 6 ไร่ อยู่ติดริมถนนหลวง 2 ไร่ ริมฝั่งโขง 2 ไร่และในหมู่บ้านอีก 2 ไร่ จึงไปตระเวนซื้อกิ่งพันธุ์แก้วมังกร กิ่งละ 50 บาท สายพันธุ์เนื้อขาวเวียดนามจาก จ.ระยอง และแดงไต้หวัน รวม 30 กิ่งมาปลูกหน้าบ้านก่อน เริ่มลงมือปลูกมาแต่ปี 2545 คนข้างบ้านบอกว่าผมบ้าไปแล้วเช้า-เย็น นำน้ำมารดเสาไม้ทุกวันที่ทำค้างให้กิ่งเลื้อย เพราะกิ่งพันธุ์ขณะนั้นยังเล็กอยู่ จึงต่อท่อหันมาใช้ระบบน้ำหยด จนต้นเติบโตให้ผลผลิต จึงเริ่มขยายกิ่งพันธุ์มาปลูกจนเต็มพื้นที่ดังกล่าว”

อดีตมนุษย์เงินเดือน กล่าวด้วยว่า ปีที่แล้วได้ผลผลิต 9.5 ตัน ปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตมากถึง 15 ตัน ขายปลีกหน้าเพิงร้านลูกเล็กกิโลกรัมละ 35 บาท ตก 3 กิโลกรัม 100 บาท ลูกใหญ่กิโลกรัมละ 40 บาท ที่ผ่านมามีพ่อค้าจาก อ.ท่าอุเทน อ.นาแก และในตัวเมือง เหมารับซื้อราคาส่งถึงหน้าร้านและในสวนครั้งละ 200-400 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์มีรากกิ่งละ 50 บาทด้วย แต่ละเดือนจะสร้างรายได้หน้าร้านวันละ 10,000 บาท ต่อปีมีรายได้เฉลี่ย 500,000 บาท แต่ทั้งนี้ต้องขยันและอดทนมุ่งมั่นมานานนับ 10 ปีถึงจะมีวันนี้ได้ สนใจสอบถามข้อมูลเยี่ยมชมสวน โทร. 09-3239-0836

ที่มา>>>ข่าวสด

“ยิ่งลักษณ์” ขึ้นศาลสืบพยานโจทก์จำนำข้าวนัดสุดท้าย เผยครบ 84 ปีอยากเห็นรธน.เป็นปชต.

 เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาขึ้นศาล เพื่อสืบพยานฝ่ายโจทก์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดที่ 10 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีอดีตรัฐมนตรี แกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมว.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เป็นต้น พร้อมมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย ทั้งนี้ ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง มวลชนต่างพร้อมใจกันร้องเพลงแฮปปี้ เบิร์ธเดย์ อวยพรวันเกิดย้อนหลัง พร้อมมอบดอกกุหลาบให้ก่อนเข้าศาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าศาลฯ กรณีครบรอบ 84 ปี การปกครองระบอบประชาธิปไตยในวันนี้ว่า สำหรับไทย 84 ปี ที่ผ่านมาหลายท่านต้องการให้ประเทศก้าวสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อยากให้วงจรนี้หลุดพ้น และให้เราก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ หากทำไม่ได้ก็จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของคนรุ่นหลังที่ได้เริ่มต้นไว้ ที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า การที่ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพแก่พี่น้องประชาชนถือเป็นทางออกที่ดี และเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 40 กว่าวันที่จะถึงวันลงประชามติ อยากฝากถึงผู้มีอำนาจรัฐ ขอให้กติกาต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้น ไม่เช่นนั้นทุกคนไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่ ที่สำคัญขอให้วางตัวเป็นกลาง กติกาต่างๆ ต้องปฏิบัติอย่างเสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดความยอมรับ ได้แสดงออกซึ่งความเห็น อยากให้พูดได้ทั้งประเด็นที่รับและไม่รับ ไม่ใช่สามารถพูดได้เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งประชาชนจะใช้วิจารณญาณในการรับฟังและตัดสินใจเรื่องนี้เอง ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนในขณะนี้นั้น จากที่เห็นตามข่าวทุกคนได้มีการเรียกร้อง ซึ่งเราเองก็อยากเห็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่าง เพื่อสะท้อนการให้สิทธิเสรีภาพ และอยากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เงินสนับสนุนชาวนาไร่ละ 1 พันบาท เป็นเงินกว่า 4.5 หมื่นล้านบาทว่า อยากให้ดูที่ผลเพราะวิธีการดำเนินงานของแต่ละรัฐบาลอาจจะต่างกัน แต่ทุกรัฐบาลล้วนต้องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และต้องดูว่าสุดท้ายชาวนาได้รับผลเต็มที่และทั่วถึงหรือไม่ ส่วนการลงพื้นที่พบปะแฟนเพจ ก็ห่วงในเรื่องเศรษฐกิจเพราะยังเติบโตไม่เต็มที่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจ จึงอยากให้รัฐบาลหามาตรการต่างๆ ช่วยเหลือทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มต่างจังหวัดที่อาจไม่เข้าถึงเรื่องการสะท้อนปัญหาปากท้องได้

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิกปปส. เตรียมแสดงความเห็นรับร่างรัฐธรรมนูญผ่านโซเซียลมีเดีย ว่า เรื่องนี้ผู้รักษากติกาต้องวางตัวเป็นกลาง ทำให้กติกาต่างๆ เกิดความเท่าเทียม ไม่เช่นนั้นหากอนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ห้ามอีกฝ่ายคนก็จะครหาผู้รักษากติกา ซึ่งตนไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
เมื่อถามต่อว่าจะแตกต่างกันหรือไม่ เพราะนายสุเทพไม่ไช่นักการเมือง จึงไม่ต้องกลัวเรื่องการยุบพรรค น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนแสดงความเห็นโดยใช้สิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากพรรคการเมืองไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ ได้ และเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่สามารถแสดงความเห็นได้

ที่มา>>>ข่าวสด

อากาศเปลี่ยนปลากระชังแม่น้ำมูลน็อกน้ำลอยตายกว่า 150 ตัน ชาวบ้านตักขาย 3 กิโล 100

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ปลาเลี้ยงในกระชังริมแม่น้ำมูล ของเกษตรกรในบ้านแพง ต.สว่าง และ ต.บุ่งมะแลง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เกิดอาการน็อกน้ำตายอย่างฉับพลัน ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาได้ความเสียหาย ขณะนี้จำนวน 11 ราย รวม 144 กระชัง คิดเป็นน้ำหนักกว่า 159,000 กิโลกรัม หรือกว่า 150 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท หลังเกิดเหตุนายจักรพงศ์ พันธุ์เพ็ง นายอำเภอสว่างวีระวงศ์ เข้าสำรวจความเสียหาย พร้อมรายงานให้เจ้าหน้าที่ประมงลงตรวจสอบ โดยระบุสาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และมีน้ำหนุน ทำให้อุณหภูมิของน้ำไม่สม่ำเสมอ ทำให้ปลาปรับตัวไม่ทัน ตายลงจำนวนมากในเวลาพร้อมกัน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน อำเภอมีการประชุมผู้ประกอบการแจ้งให้นำปลาที่โตออกขาย เพราะเกรงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แต่เนื่องจากมีปลาจำนวนมาก นำออกขายไม่ทัน ทำให้มีปลาน็อกน้ำตายดังกล่าว ซึ่งได้รายงานขอความช่วยเหลือไปทางจังหวัดแล้ว เบื้องต้นผู้เลี้ยงปลากระชังได้ลดความเสียหาย โดยลำเลียงปลาที่ตายใหม่ขึ้นมาขาย ในราคาถูกจากราคาต้นทุนกิโลกรัมละ 60 บาท ขาย 3 กิโลกรัม 100 บาท อีกส่วนนำไปหมักทำเป็นปลาร้าขายในราคาถูกกิโลกรัมละ 15-20 บาท และในส่วนที่ยังไม่ตายก็เร่งเพิ่มออกซิเจนให้

ที่มา>>>ข่าวสด

เกษตรกรสันกำแพง ตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาอาชีพ บรรเทาภัยแล้ง

เกษตรอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ ส่งเสริมเกษตรกรแก้ปัญหาภัยแล้ง ออกตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรตามโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพตามความต้องการของเกษตรกร เพื่อบรรเทาภัยแล้ง กับโครงการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 พ.ค. นางแจ่มจันทร์ ล่ามช้าง เกษตรอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่าได้ร่วมกับ นางวันเพ็ญ กันทิมา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ นายอภิชัย คำรินทร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ และเกษตรตำบลบวกค้าง น.ส.กนกวรรณ ทิพาคำ นักวิชาการส่งเสริมเกษตร ที่รับผิดชอบเกษตรในตำบล ได้ออกตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรตามโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพตามความต้องการของเกษตรกร เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 โครงการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ “บ้านป่าตาล” หมู่ 3 ต.บวกค้าง อ.สันกำแพง ของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ จำนวน 300 บ่อ งบประมาณ 336,540 บาท ซึ่งได้มีกลุ่มเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนางแจ่มจันทร์ ล่ามช้าง เกษตรอำเภอสันกำแพง ออกตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรตามโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพตามความต้องการของเกษตรกร เพื่อบรรเทาภัยแล้ง

ตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรกร บ้านแม่ตาด หมู่ 1 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง โครงการส่งเสริมาอาชีพกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในตำบลห้วยทรายฯ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าแม่บ้านเกษตรกรบ้านแม่ตาด
ผลงานของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าแม่บ้านเกษตรกรบ้านแม่ตาด

นอกจากนี้ยังได้ไปตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรกร “บ้านแม่ตาด” หมู่ 1 ต.ห้วยทราย อ.สันกำแพง ตามโครงการส่งเสริมาอาชีพกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในตำบลห้วยทราย เพื่อสร้างรายได้บรรเทาปัญหาภัยแล้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าแม่บ้านเกษตรกรบ้านแม่ตาด (เคหะภัณฑ์ผ้า) งบประมาณ 204,350 บาท โครงการดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มาเสริมภายในครอบครัว เพราะหน้านี้เป็นหน้าแล้ง เรื่องของการทำไร่ทำนาไม่น้ำ ทางเกษตรอำเภอจึงหันมาส่งเสริมเกษตรกรใช้มีอาชีพเสริมไปก่อนเพื่อแก้ปัญหาบรรเทาภัยแล้ง โครงการดังกล่าวได้ทำทั่วอำเภอสันกำแพง มี 10 ตำบลด้วยกันแล้วแต่เกษตรกรในท้องที่จะต้องการอะไร

ที่มา>>>Thairath