วอนช่วยพ่อเฒ่าวัย 71 อาศัยกระท่อมพังๆ กับน้องชาย แถมลูกก็ไม่ค่อยมาดูแล ปีนต้นตาลหาเลี้ยงชีพ

วันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากทหารรับผิดชอบพื้นที่อำเภอสรรคบุรี จ.ชัยนาท ว่า มีผู้อาศัยอยู่ในบ้านที่ห่างไกล ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ อาศัยกระท่อมเก่าผุๆ ข้างฝาปิดด้วยใบตาล หลังคาสังกะสีเก่า หุงหาอาหารด้วยฟืน ไม่มีห้องน้ำต้องใช้วิธีขุดหลุมถ่ายบริเวณทุ่งนา มานานกว่า 10 ปีผู้สื่อข่าวจึงเดินทางลงพื้นที่บ้านเลขที่ 166 หมู่ 6 ต.ห้วยกรดพัฒนา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท พร้อมด้วยจ.ส.อ.สำเริง กองวัสกุลณี ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 721 ลพบุรี และนายประทวน บัวเพชร นายกเทศมนตรีตำบลห้วยกรดพัฒนา พบกับนายเฉลียว ดวงยี่หวา อายุ 71 ปี กับน้องชายชื่อนายสุรัตน์ ดวงยี่หวา อายุ 55 ปี อาศัยในกระท่อมที่มีสภาพเก่า ข้างฝาปิดด้วยใบตาล อาศัยกินนอน และเคี่ยวน้ำตาลขายเลี้ยงชีพ อดมื้อกินมื้อนายเฉลียว เล่าว่า ภรรยาเสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก มีลูกชายด้วยกัน 2 คน แต่ทั้งสองได้แยกย้ายไปมีครอบครัวและทำมาหากินไม่ค่อยได้กลับมาดูแล ตอนนี้อาศัยอยู่กับน้องชายซึ่งมีอาการทางประสาท ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ส่วนตนนั้นประกอบอาชีพทำน้ำตาลขาย สมัยหนุ่มๆ ปีนต้นตาลวันละ 10 ต้น แต่ตอนนี้อายุมากแล้วปีนได้วันละ 3 ต้น ทำน้ำตาลได้วันละ 1-2 กิโลกรัม ขายส่งกิโลกรัมละ 60 บาท บางวันก็ไม่ได้น้ำตาลเพราะไม่ใช่ฤดูกาลที่ตาลออกดอก จึงทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน แต่ยังมีเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท ไว้กินใช้ประทังสองชีวิตพี่น้องด้านนายประทวน กล่าวว่า กรณีของนายเฉลียว มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินใช้จ่าย ห้องน้ำไม่มี การช่วยเหลือเบื้องต้นได้มาก่อสร้างห้องน้ำให้แล้ว ขณะนี้กำลังขอรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อก่อสร้างบ้านให้ทั้งสองคนอยู่อาศัยได้ดีกว่าเดิม ผู้ใจบุญประสงค์จะช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่ นายประทวน นายกเทศบาลตำบลห้วยกรดพัฒนา โทร. 085-877-7989

ที่มา>>>ข่าวสด

เปิดใจ “ครูลี่” ผู้ก่อตั้ง รร.เล็กในทุ่งกว้าง เครื่องดนตรีจากเศษวัสดุ สอนเด็กรักวิถีชีวิต(คลิป)

เมื่อ 22 ก.ย.59 ภายหลังมีการแชร์คลิปของวงดนตรีเด็ก “โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง”ซึ่งตั้งอยู่บ้านถาวร ต.ถาวร อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่ตั้งวงเล่นกันท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่วันมีผู้เข้าไปชมเป็นล้านครั้งแล้ว  โดยผู้ได้ฟังและดูต่างประทับใจในความสามารถของเด็กๆ ที่เล่นดนตรีกันได้อย่างไพเราะ และชื่นชมครูผู้ฝึกสอนที่มีไอเดียสร้างสรรค์ โดยการนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรี เช่นโปงลาง พิณ แคน กลอง ซึ่งทำจากเศษไม้และวัสดุที่หาได้จากท้องถิ่น ให้เป็นเครื่องดนตรีให้เด็กได้เล่นผสมผสานกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เช่น ไวโอลีน กีต้า13086740_976111909152141_505380069544772446_oประกอบกันการตั้งวงฝึกซ้อมหรือเล่นกันตามธรรมชาติ ฉากหลังเป็นทุ่งนา ป่าเขา และใกล้ลำธาร เป็นธรรมชาติชนบทอย่างแท้จริง โดยโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง ดังกล่าวก่อตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจของ นายพิชัย อุ้ยเหง่า หรือ ครูลี่ อายุ 40 ปี ชาวนาบ้านถาวร ต.ถาวร ที่เปิดกระท่อมนาท้ายหมู่บ้านเป็นโรงเรียนเปิดสอนดนตรีในทุกเย็นให้กับเด็กในหมู่บ้าน มาตั้งแต่เดือน ก.พ.2559 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ201609220902013-20041019172247โดย ครูลี่ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนบอกว่า ต้องการจะหาวิธีให้เด็กๆ หันกลับมาดูใช้ชีวิตอยู่ในชนบทที่มีความงดงามไม่ให้เลือนหายไป และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังให้เด็กสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงาม ผ่านการถ่ายทอดดนตรีโดยไม่เก็บค่าเรียนแต่อย่างใด ทั้งนี้ เด็กที่เข้ามาเรียนดนตรี ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตร เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบชนบทท่ามกลางบรรยากาศท้องทุ่งนาอีกด้วย

นายพิชัย อุ้ยเหง่า หรือครูลี่ เปิดใจว่า สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามยุคสมัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงรู้สึกเป็นห่วงเด็กเยาวชน ทั้งเกรงว่าวิถีชีวิตรากเหง้าและความงดงามของชนบทจะเลือนหาย จึงได้ใช้พื้นที่สวนของตัวเองทั้งนำความรู้ประสบการณ์ ที่เคยผ่านการเล่นดนตรีร้องเพลงมากว่า 20 ปี มาถ่ายทอดให้กับเด็กที่สนใจ โดยนอกจากเด็กๆ จะได้เล่นดนตรีแล้วยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตดั้งเดิม และซึมซับความเป็นธรรมชาติทั้งท้องทุ่งนา ป่าเขา ลำธาร เพื่อให้เด็กลืมกับสิ่งยั่วยวนในสังคมสมัยใหม่ โดยการใช้ดนตรีเป็นสื่อกลาง สำหรับเด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะสถานที่เรียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นธรรมชาติ ส่วนเครื่องดนตรีก็ประยุกต์จากวัสดุเหลือใช้ หรือสิ่งของที่หาได้จากท้องถิ่นนำมาดัดแปลง แต่ก็มีเสียงไพเราะไม่ต่างจากเครื่องดนตรีราคาแพง จริงๆ มีเด็กมาขอเรียนเพิ่มอีกแต่ก็ไม่สามารถรับเพิ่มได้201609220902012-20041019172247ครูลี่ ยังบอกด้วยว่า ส่วนที่พาเด็กๆ ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามตลาดเซราะกราว หรือสถานที่ต่างๆ ก็เพื่อนำเงินมาเป็นค่าซ่อมแซมกระท่อม ที่ใช้เป็นสถานที่เรียน เป็นค่าน้ำดื่ม อาหารให้กับเด็กทั้งสิ้น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนสิ่งอื่น แต่สิ่งที่ครูลี่ได้รับคือการเห็นเด็กๆ มีความสุขและไม่ทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีความงดงาม หลังจากมีคลิปเผยแพร่และมีคนเข้ามาแสดงความเห็นและชื่นชอบ ก็ขอบคุณสำหรับคำชื่นชม ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้กับตนเองและเด็กๆด้วย201609220902015-20041019172247ขณะที่ ด.ช.ปณิภัทร เถาแตง หรือน้องปลื้ม และ น.ส.นริศรา ตระกูลศรี หรือน้องเก่ง บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความสุขและสนุกกับการได้มาเรียนดนตรีที่โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง เพราะปกติก็ชื่นชอบการเล่นดนตรีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เรียนเมื่อครูลี่ ได้เสียสละมาสอนให้และมีเด็กๆ ในหมู่บ้านหลายคนมาเรียนก็รู้สึกดีใจมาก และในอนาคตก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักดนตรีที่เก่ง มีชื่อเสียง

ที่มา>>>ข่าวสด

ร้องโจ๋ในหมู่บ้านขโมยสุนัข ใส่กระสอบเตรียมกิน ตามจนเจอแบกหนีโยนทิ้งเกือบตาย!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า WATCHDOG THAILAND ได้รายงานกรณีการทำทารุณกรรมสัตว์ โดยได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของ สุนัขชื่อ “หมีเซียะ” เหตุเกิดที่ ต.หนองข่า อ.ปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสุนัขตัวดังกล่าวถูกเลี้ยงไว้ในบ้าน เจ้าของได้ผูกไว้ เนื่องจากอยู่ในวัยเป็นสัด ช่วงเช้าเจ้าของนำอาหารไปให้ตามปกติ แต่พบว่าสุนัขหายไป มีรอยเลือดอยู่ โดยในหมู่บ้านมีกลุ่มวัยรุ่นที่ชาวบ้านทราบกันดีว่า ชอบกินสุนัข จึงเริ่มออกตามหาสุนัขของตนเอง14332924_746516158822260_8271599214270528216_n“บิดาของผู้เสียหาย ตามพบสุนัขอยู่ในกระสอบที่ถูกซ่อนไว้ข้างทุ่งนา ใกล้บ้านกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัย จึงรีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านเพื่อมาช่วยกันนำหมีเซียะไปรักษา แต่กลับมาพบว่า กระสอบหายไปแล้ว จึงรีบออกติดตาม สวนกับกลุ่มวัยรุ่น ที่กำลังหอบกระสอบ ที่มีหมีเซียะอยู่ในนั้นหลบหนี พ่อติดตามหาไม่ลดละ คาดว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้จะต้องทิ้งหลักฐานไว้ข้างทางที่ใดที่หนึ่ง จนพบกระสอบในที่สุดถูกโยนเข้าไปในป่าเกือบจะจมน้ำอยู่แล้ว จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลอำนาจเจริญรักสัตว์ คุณหมอเร่งรักษาหมีเซียะอย่างเร่งด่วน พบกระโหลกแตก สมองบวม เลือดคั่งและอาจสำลักเลือดเข้าไปในปอด จึงทำการรักษาตามลำดับ”14368699_746516185488924_8306932317817637131_nสำหรับกรณีดังกล่าว ได้ประสาน สภ.ปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเอาผิดกับผู้ขโมยสุนัขและกระทำทารุณกรรมต่อไป
14355668_1122800881132123_5261601183892040119_n

ที่มา>>>ข่าวสด

วิถีชีวิตคนชนบทพากันออกหา “ไข่ผำ” นำมาปรุงเป็นเมนูเด็ดกินกันในครอบครัว

 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านร่องแก้ว ต.นานวล อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังทราบจากชาวบ้านในหมู่บ้านว่า มีสระน้ำกลางทุ่งนาไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก เป็นสระน้ำขนาดปานกลาง มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยแห้ง และน้ำในสระยังใสสะอาด ไม่มีสารเคมี ใดๆลงไปในสระน้ำ จึงทำให้มีไข่น้ำสีเขียว ลอยบนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก หรือมีชื่อเรียกทั่วไปว่าไข่มรกต สำหรับชาวอีสานจะเรียกว่าไข่ผำ ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆสีเขียว เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง แต่ชาวบ้านร่องแก้ว ต.นานวล อ.สนม จ.สุรินทร์ จะเรียกสาหร่ายน้ำจืดชนิดนี้ว่า “ไข่ผำ” ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้าน โดยพากันเดินลัดเลาะตามคันแถนาหรือหัวคันนา ตามที่ทราบกันทั่วไปลัดลงนาข้าวหอมมะลิ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะเพิ่งได้รับน้ำฝนที่ตกมาไม่กี่วัน เมื่อไปถึงสระน้ำ ชาวบ้านนำตะกร้าไม่ไผ่ ใช้ผ้าขาวม้าห่อรอบตะกร้าอีกชั้น จะทำให้เม็ดไข่ผำ ที่มีขนาดเล็กๆ สามารถหลุดออกมาตามรูตะกร้าได้ จึงต้องห่อด้วยผ้าขาวม้า ก่อนที่จะแกว่งตะกร้าไปทางซ้ายที ขวาที เพื่อให้เม็ดไข่ผำเข้าไปในตะกร้าและกลุ่มเม็ดไข่ผำจะเคลื่อนตัว ตรงบริเวณที่ตักไข่ผำ เมื่อได้ไข่ผำมากพอ ก็จะขึ้นมาจากสระน้ำและทำความสะอาด นำกลับบ้าน เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร โดยใช้ผ้าขาวบาง สำหรับกรองน้ำตักเม็ดไข่ผำและบีบเอาน้ำจากเม็ดไข่ผำออก เทลงในหม้อที่เตรียมไว้และนำต้นตะไคร้ ทุบมัดเป็นก้อนใส่ลงไปตามเพื่อหมักเอาไว้ก่อน สำหรับเมนูที่ชาวบ้านเตรียมประกอบอาหารด้วยไข่ผำ เรียกว่าอุไข่ผำ หรือจะเรียกว่าอบไข่ผำ โดยที่หม้ออุไข่ผำ ไม่ต้องใส่น้ำลงไปแต่อย่างใด เมื่อนำไข่ผำลงหม้อและใส่ต้นตะไคร้หมักไว้แล้ว จากนั้นก็ตำพริกหัว หอมแดง หัวกระเทียม ใส่เกลือนิดหน่อย ตำให้ละเอียด แล้วใส่ลงไปในหม้อ และเด็ดใบกระเพราะ ใส่ลงไปในหม้อ แล้วก็คนคลุกเคล้าเครื่องเทศเหล่านี้ ให้ผสมกับไข่ผำ ให้เข้ากันดี จากนั้นก็นำหม้ออุไข่ผำ ไปตั้งบนเตาร้อนๆ ปิดฝาหม้อ ใช้เวลาสัก 10 นาที ก็เปิดฝาหม้อดูว่าไข่ผำสุกหรือยัง เมื่อสุกแล้วก็จะมีสีซีดลงออกสีเทาๆนิดหน่อย พร้อมเสิร์ฟเป็นเมนูเด็ด รับประทานร่วมกันในครัวเรือน ซึ่งเมนูเด็ดจากไข่ผำ ไม่ได้ทำกินกันทุกวัน นานๆสักครั้ง จะได้ลงมือประกอบอาหารจากไข่ผำ สำหรับไข่ผำ มีการศึกษาพบว่าผำหรือไข่แหน เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้ จึงเหมาะแก่การทำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เช่น การศึกษาอิทธิพลของสารที่ควบคุมการขยายพันธุ์ของพืช ด้านโภชนาการ ผำหรือไข่แหน เป็นอาหารของสัตว์น้ำและสัตว์ปีกหลายชนิด ไข่แหนยังมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนสูงมาก คนในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ยังได้นำมาประกอบเป็นอาหารอีกด้วย ผำหรือไข่แหนมีสารพิษต้านฤทธิ์สารอาหาร จึงต้องนำมาทำให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวนากลัวน้ำท่วมเครื่องสูบน้ำ ลงไปเก็บขึ้นจากบ่อปูน แต่เกิดขาดอากาศหายใจดับสลด2ศพ

 วันที่ 30 ส.ค. พ.ต.ต.ทรงวุฒิ สวรรคโลก สว.สอบสวน สภ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนตกบ่อน้ำคอนกรีตกลางทุ่งนาลึก 4 เมตร หมู่ 2 ต.หลุมข้าว อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี หลังจากรายงานผู้บังคับบัญชาแล้ว จึงรุดตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.หนองขาหย่าง และกู้ภัยอุทัยธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ ที่เกิดเหตุเป็นบ่อน้ำคอนกรีตลึกอยู่กลางทุ่งนาลึกประมาณ 4 เมตร ภายในบ่อน้ำพบร่างนายแสวง เหล่ายัง อายุ 67 ปี สภาพศพไม่สวมเสื้อ นุ่งเพียงกางเกงขาสั้น นอนหงายอ้าปากค้าง และมีผู้เสียชีวิตอีกรายทราบชื่อนางวันทนา โตใหญ่ อายุ 47 ปี สภาพศพสวมเสื้อสีชมพู มีเสื้อแขนยาวลายทับอีกชั้น นุ่งกางเกงขาสั้นสีเทา สวมหมวกไอ้โม่งสีแดง ใส่รองเท้าสีเหลือง มือซ้ายถือประแจขันน็อตไว้แน่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องออกซิเจนและเชือก เพื่อมัดร่างของผู้ตายขึ้นมาทีละคนอย่างลำบาก เนื่องจากฝนตกหนัก สภาพขอบบ่อเป็นดินโคลนทำให้ลื่น ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงถึงนำขึ้นมาได้

จากการสอบสวนนางสุภัค พันมะลี อายุ 40 ปี ลูกพี่ลูกน้องของคนตาย ให้การว่า ผู้ตายทั้งสองคนทำนาอยู่ที่บ้านดงยางใต้ อ.หลุมเข้า จ.อุทัยธานี วันเกิดเหตุนางวันทนาได้บอกว่าจะออกไปดูน้ำในนาข้าวที่ปลูกไว้กว่า 25 ไร่ ที่กำลังจะโดนน้ำท่วม จึงเก็บเครื่องสูบน้ำขึ้นมาจากบ่อ เพื่อนำกลับบ้าน เนื่องจากฝนตกหนักกลัวเครื่องโดนน้ำท่วม พอตกบ่ายไม่เห็นทั้ง 2 ยังไม่ถึงบ้าน ตนและญาติเลยไปหาที่นา พบว่าผู้ตายได้นอนเสียชีวิตอยู่ก้นบ่อ โดยมีร่างของนายแสวงนอนทับอีกที
เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่านางวันทนาลงไปในบ่อเพื่อถอดเครื่องดึงน้ำ แต่ยกเครื่องขึ้นมาไม่ไหว นายแสวงซึ่งทำนาอยู่ติดกัน ลงไปช่วยและลื่นทับร่างของนางวันทนา แพทย์คาดว่าผู้ตายน่าจะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากบ่อน้ำดังกล่าวลึก

ที่มา>>>ข่าวสด

เมียตะโกนลั่นพายุงวงช้างมาก่อนพัดสังกะสีปลิวว่อนถล่มบ้านพังเสียหาย

 เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ร.ต.ท.พิทักษ์ ปั้นท่าโพ รอง สว.(ป) สภ.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พร้อมกับเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 168/1 หมู่ 9 บ้านตระแบกงาม ต.ชุมแสงสงคราม หลังได้รับแจ้งจาก นายทวิทย์ เหลือสิงห์กุล ผู้ใหญ่บ้านบ้านตะแบกงามว่า เกิดพายุงวงช้างทำให้บ้านของประชาชนเสียหาย 1 หลัง และเพิงเก็บของ 1 หลัง พบนายพรศักดิ์ นาคอ่วมค้า อายุ 48 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา มีฝนตกลงมาพรำๆ แต่ลมแรงมาก แล้วเกิดมีพายุงวงช้างที่บริเวณกลางทุ่งนา แล้วพายุงวงช้างได้ตรงมายังบ้านของตนที่พึ่งสร้างใหม่ พัดเอาสังกะสีบ้านปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ก่อนที่จะตรงไปพัดเอาเพิงพักเก็บของที่บ้านพ่อตาของตนเสียหายอีก 1 แห่ง นางสมควร นาคอ่วมค้า อายุ 42 ปี ภรรยาของนายพรศักดิ์ เปิดเผยว่า ตอนแรกตนนั่งทำเอกสารอยู่ที่บ้านพ่อ พอพ่อตะโกนบอกว่าพายุงวงช้างมาเลยรีบเก็บเอกสารที่วางกองไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ได้เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสังกะสีสิ่งของรอบบ้านปลิวว่อน เสียงลมน่ากลัวมาก นายทวิทย์ เหลือสิงห์กุล ผู้ใหญ่บ้านบ้านตะแบกงาม เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รายงานให้ทางนายอำเภอบางระกำทราบเรื่องแล้ว ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะได้เข้ามาตรวจสอบความเสียหาย เพื่อจะได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับนายพรศักดิ์และนายจำลองต่อไป นอกจากนี้ ทางนายก อบต.ชุมแสงสงคราม จะจัดส่งเจ้าหน้าที่กองช่างมาสำรวจความเสียหาย เพื่อหาหนทางช่วยเหลือกรณีประสบวาตภัยต่อไปด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

บุกจับบ่อนไก่ชนร้อยเอ็ดนักพนันแตกฮือนับร้อยหนีเข้าป่าจับได้ 42 คน ยึดเงินสด-นาฬิกาจับเวลา

 เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจากสายลับหวังสินบนนำจับว่า มีการลักลอบเล่นการพนันชนไก่ โดยไม่ได้รับอนุญาตบริเวณกลางทุ่งนาด้านทิศตะวันตกก่อนเข้าหมู่บ้านโพธิ์ตาก หมู่ 6 ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามนโยบายกวาดล้างอบายมุขในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สั่งการให้ชุดเคลื่อนที่เร็ว กองบังคับการอาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดร้อยเอ็ด สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเสลภูมิ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรขวาว เข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงสถานที่ดังกล่าวพบนักพนันนับร้อยคน กำลังเล่นพนันชนไก่กันอย่างสนุกสนาน จำนวน 2 สนาม เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างตกใจ หน้าตาตื่นอุ้มไก่วิ่งหนีเข้าป่ากันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้เพียง 42 คน เป็นชายทั้งหมด พร้อมของกลาง นาฬิกาจับเวลา 2 เรือน เงินสด 4,648 บาท โหลใส่น้ำจับเวลา 2 ใบ ไก่ชน กว่า  10 ตัว นำตัวส่งสถานีตำรวจภูธรขวาว ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ที่มา>>>ข่าวสด