ฆ่าโหดแท็กซี่ ยิงเจาะกลางหัว ทิ้งรถลงบ่อปลา พยานแฉคนร้ายปล้นรถไอติมหนี

วันที่ 20 ก.ย. ร.ต.อ.อนันต์ ทองเหลือ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ รับแจ้งมีเหตุรถแท็กซี่จมลงไปในบ่อปลา หลังโรงพยาบาลบางนา 5 ซอยที่ดินไทย ถนนเทพารักษ์ กม.10 หมู่ 23 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อโสภณ มงคลโสภณรัตน์ ผกก., พ.ต.ท.รักศักดิ์ เมฆจินดา รองผกก.สส., พ.ต.ท.ธีระยุทธ์ เสรีนนท์ชัย รองผกก.ป., พ.ต.ท.ประมวล ทองภู รองผกก.(สอบสวน) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน, แพทย์เวรโรงพยาบาลบางพลี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู201609201956554-20041020173632ที่เกิดเหตุเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่พบรถแท็กซี่โตโยต้าอัลติส สีชมพู ทะเบียน ทส 8947 กรุงเทพมหานคร จมเกือบทั้งคันเห็นเพียงหลังคารถและป้ายไฟแท็กซี่ ส่วนริมบ่อพบศพนายอาคม บุบผาลา อายุ 39 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ตามร่างกายพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่กลางศรีษะทะลุออกหางคิ้วขวา นอกจากนี้ยังพบเงินสดในตัวอีก 1,420 บาท จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงประสานรถยกเพื่อลากรถแท็กซี่คันดังกล่าวขึ้นมา พบว่ากระจกประตูด้านข้างคนขับแตกแต่ไม่พบร่องรอยกระสุนหรือคราบเขม่าดินปืน ส่วนภายในรถพบกระเป๋าภายในมีเงินสดอีก 1,120 บาท สร้อยคอทองคำ หนัก 1 บาท 1 เส้น จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน201609201956552-20041020173632จากการสอบสวนนายอภิวัฒน์ เพ็ชรน้อย อายุ 39 ปี เจ้าของบ่อปลา ให้การว่าระหว่างนั่งเลี้ยงปลาอยู่ในที่พักข้างบ่อได้ยิน เสียงมีวัตถุชิ้นใหญ่ตกลงไปในน้ำ จึงวิ่งออกมาดูก็เห็นเป็นรถแท็กซี่ ร่วงลงน้ำ จึงรีบโดดลงไปดู ก็เห็นคนขับติดข้างในจึงรีบช่วยเหลือขึ้นมาแต่พบว่าคนขับเสียชีวิตแล้วจึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ201609201956551-20041020173632ด้านนายชนากี กีรี อายุ 34 ปี ชาวอินเดีย ให้การผ่านล่ามว่า ระหว่างที่ตนขี่รถจยย.ฮอนด้าเวฟ สีแดงดำ หมายเลขทะเบียน 247 ไม่ทราบหมวดจังหวัด ซึ่งมีถังไอศกรีมติดอยู่ ผ่านมาตรงจุดเกิดเหตุ พบชายรูปร่างสันทัด สูงประมาณ 165 ซม. สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ สวมกางเกงขายาวสีดำ ยืนขวางถนน พร้อมใช้ปืนจี้บังคับชิงรถจยย.ของตนไป แล้วขับหลบหนีไม่ทราบทิศทาง

พ.ต.อโสภณ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของการฆ่าแท็กซี่รายนี้ได้ โดยได้แนวทางการสืบสวนไว้คือคนร้ายอาจจะชิงทรัพย์ หรืออาจจะมีเหตุขัดแย้งส่วนตัวก็เป็นได้ ขณะนี้สั่งการให้ชุดสืบสวนออกติดตามตามแนวทางที่วางไว้

ที่มา>>>ข่าวสด

แล้งดีนัก ร่อนหาทองซะเลย! เจอจริงๆ ในแม่น้ำยมที่วังชิ้น

(ภาพส่วนหนึ่งจากชาวบ้าน อ.วังชิ้น)

ชาวบ้านที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ ถือโอกาสที่แม่น้ำยมแห้งขอดจากภัยแล้ง ลงร่อนหาทองในจุดที่เคยร่อนทองกันมาตั้งแต่อดีตก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี 38 เจอทองคำลักษณะเป็นผงปนอยู่กับหินดินทรายก้นแม่น้ำ…

วันที่ 9 พ.ค.59 ที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ นางกุลชา บัญสว่าง สมาชิกสภาอบจ.เขตอำเภอวังชิ้น เผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งจนส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมแห้ง บางแห่ง มีน้ำเพียงนิดเดียว แต่ขณะนี้ชาวบ้านนาฮ่าง หมู่ 5 ต.แม่ป้าก อ.วังชิ้น จำนวนหนึ่ง ได้พากันไปร่อนทองในแม่น้ำยมที่แห้งขอด ปรากฏว่า ชาวบ้านได้พบทองคำจริงๆทั้งนี้ ในอดีต แม่น้ำยม จะได้รับการส่งน้ำมาจากลำน้ำสาขา เช่น ลำห้วยแม่สิน ที่ ทางกรมทรัพยากรธรณีวิทยาเคยมีการสำรวจมาแล้วว่า เป็นสายน้ำและเป็นสายของแร่ทองคำที่มากที่สุดใน จ.แพร่ และในอดีตชาวบ้านก็เคยไปร่อนหาทองคำ จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2538 ทำให้แม่น้ำยมช่วงบ้านนาฮ่างไปถึงหน้าอำเภอวังชิ้นตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนดินผุดขึ้นมาในแม่น้ำ ชาวบ้านก็ไม่สามารถไปร่อนหาทองได้อีก

แต่มาในช่วงนี้ น้ำในแม่น้ำแห้งลงมาก ชาวบ้านจึงได้ลองไปร่อนทองในจุดเดิมที่เคยร่อน ก็พบว่ายังมีทองคำอยู่บ้าง คาดว่าน่าจะเป็นเพราะน้ำในแม่น้ำยมไม่ไหล ทำให้ทองที่เป็นผุยผงติดขึ้นมากับก้อนหินดินทราย ซึ่งในวันอังคารที่ 10 พ.ค.นี้ จะรายงานให้นายอำเภอและทางจังหวัดแพร่ทราบต่อไปทางด้านนายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ ได้ระดมชาวบ้านและเครื่องจักรกลไปทำการกั้นล้ำห้วยแม่ก๋อน หมู่ 6 ต.ช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ หลังจากที่เกิดสภาวะภัยแล้งขึ้น ทำให้การใช้น้ำของเกษตรกรเดือดร้อนนายอนุวัธ เผยว่า ขณะนี้มีทางเดียวที่จะกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูหน้าคือต้องเร่งกั้นแม่น้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำยม

อย่างไรก็ตาม จากการออกสำรวจ ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมแห้งขอด มีบางจุดที่มีน้ำไหลผ่าน อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแทบทุกอ่างไม่มีน้ำให้ใช้ ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของจังหวัดแพร่จำนวน 5 อ่าง รวมปริมาณน้ำที่บรรจุได้ 132.43 ล้าน ลบ.ม. ณ วันนี้ที่ 9 พ.ค.59 เหลือน้ำรวม 55.87 ล้าน ลบ.ม“คิดเป็นเพียง 41% เท่านั้น ส่วนอ่างที่ยังพอมีน้ำที่ใช้ได้เกิน 20% ขึ้นไปมีอ่างแม่ถาง อ่างแม่สอง และอ่างแม่คำปอง อ่างที่เหลือน้ำใช้น้อยที่สุดคืออ่าง แม่มาน เหลือเพียง 0.07% เท่านั้น และอ่างแม่สาย 4.65% ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจังหวัดแพร่ นับว่าเป็นปีที่เกิดสภาวะแห้งแล้งที่สุด และหากภายในเดือนนี้ยังไม่มีฝนตกลงมา จะทำให้แต่ละอ่างมีปริมาณน้ำลดลงไปอีก” นายกอบจ.แพร่กล่าว.

ที่มา>>>Thairath