สั่งวัดปัญจคีรีฯ เมืองกาญจน์ หยุดทำกิจกรรม ตั้งสำนักสงฆ์ไม่ถูกต้อง

พ่อเมืองกาญจนบุรี สั่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ วัดปัญจคีรีรัตนาราม หมู่ 7 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง พบ ตั้งวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตและครอบครองที่ดิน สปก.ไม่ถูกต้อง พร้อมให้หยุดทำกิจกรรมสงฆ์ รื้อป้ายชื่อวัดออก…

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.59 นายศักดิ์ สมบุญโต ผวจ.กาญจนบุรี ได้สั่งการให้นายยงยุทธ สุโนภักดิ์ ป้องกันจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยนายสมชาย แสงชัยศรียากุล นักวิชาการศาสนา ผู้ชำนาญการ นายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี พ.ท.วัชรภ บุรินทร์วัฒนา ผบ.ชป. พท.ร.9 พัน 1 พ.ต.อ. นิพนธ์ จันทร์ทอง ผกก.สภ.ลาดหญ้า นายสุวัฒนา ม่วงหวาน ปลัดอำเภอเมืองฯ ฝ่ายความมั่นคงฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย เดินทางไปที่วัดปัญจคีรีรัตนาราม ตั้งอยู่หมู่ 7 บ้านหนองแก ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงได้ขอพบพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา หรือฉายา ฉันทิสุโธเจ้าอาวาส เพื่อขอตรวจสอบใบสุทธิ์บัตรการเป็นพระภิกษุสงฆ์ และใบอนุญาตการตั้งสำนักสงฆ์ รวมทั้งใบอนุญาตการก่อสร้างวัด รวมทั้งเอกสารการถือสิทธิ์การครอบครองที่ดินดังกล่าวในเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 13 ไร่ 47 ตรว.

จากการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินที่ตั้งวัดแห่งนี้ เป็นเอกสารสิทธิที่ดิน สปก.4-01 รวมทั้งการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า การก่อสร้างสำนักสงฆ์ และการเปลี่ยนแปลงเป็นวัดแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตแต่อย่างใด รวมทั้งที่ดินที่นำมาก่อสร้าง ก็ไม่มีการขออนุญาตไปทางสำนักงานปฏิรูปแต่อย่างใด การก่อสร้างสำนักสงฆ์และปัจจุบันได้ทำป้ายขนาดใหญ่หน้าวัด ก็ไม่มีการขอนุญาตแต่อย่างใด

ดังนั้น นายสมชาย แสงชัยศรียากุล นักวิชาการศาสนา ผู้ชำนาญการ จึงได้แจ้งให้ทางพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา เจ้าอาวาส ทำการยุติกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับในเรื่องสงฆ์ โดยขอให้ทำการทุบ หรือนำแผ่นป้ายชื่อวัดออก เนื่องจากวัด หรือสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังไม่มีการขออนุญาตในการก่อสร้างสำนักสงฆ์ หรือยกฐานะเป็นวัด ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะนำเสนอไปยัง ผอ.สำนักพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรายงานให้มหาเถรสมาคมทราบต่อไปด้านนายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่าจากการตรวจสอบหลักฐานเอกสารการถือครองกรรมสิทธิในที่ดินพบว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดิน สปก.4-01 จำนวน 13 ไร่เศษ จากการสอบถามพระครูฎีกาสนั่น แล้วทราบว่าได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งตามระเบียบข้อกฎหมายของที่ดิน สปก.4-01 ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่ผู้ใดๆ ได้ ยกเว้นยกให้แก่ลูก หรือทายาทเท่านั้น ที่ดินผืนนี้ได้ทำการซื้อขายกันมาตั้งแต่ ปี 2538 ข้อสัญญาระบุไว้ให้นำมาเพาะปลูกเท่านั้น แต่ผู้ที่ถือครองได้นำไปขายและมีการนำที่ดินมาสร้างวัด ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ตามระเบียบ ถือเป็นความผิด บทลงโทษก็คือต้องเพิกถอนสิทธิ ผลการตรวจสอบเรื่องนี้คงต้องนำเรื่องนี้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีทราบเรื่อง ก่อนจะส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาในสำนักงานปฏิรูปที่ดินทราบเรื่องเพื่อพิจารณาต่อไปด้านพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา ปัจจุบันอายุ 70 ปี บวชเรียนมาแล้ว 47 พรรษา กล่าวว่า อดีตอาตมาบวชอยู่ที่วัดคร้อพนัน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แล้วย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ มานานกว่า 5 ปีแล้ว อาตมาไม่ทราบว่าการสร้างสำนักสงฆ์ หรือวัดแห่งนี่ โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน อาตมาก็ไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมายอย่างไร ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัธาเขาเอากฐินมาทอด เอาเงินมาให้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด ที่ดินแปลงนี้ก็ซื้อต่อมาจากผู้ใหญ่บ้านโดยซื้อผ่อนเขามา 5 ปี ทุกวันนี้ก็ผ่อนเขาหมดแล้ว ชาวบ้านเขาต้องการให้สร้างวัดใกล้ในหมู่บ้าน เรื่องนี้ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าหน้าที่เขาจะว่าอย่างไร ก็ต้องแล้วแต่

มีรายงานข่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้ น่าจะเป็นผลจากการที่พระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา เจ้าอาวาสได้ทำใบฎีกากฐินสามัคคีบอกบุญไปตามสถานที่ต่างๆ โดยนำชื่อของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ใส่ลงในใบกฐิน โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง จึงมีการตรวจสอบที่มาของวัดแห่งนี้ ทำให้ประชาชนทำการร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้ทำการตรวจสอบที่มาที่ไปของวัดดังกล่าว จนพบว่ามีการตั้งวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตและครอบครองที่ สปก.ไม่ถูกต้อง.

ที่มา>>>Thairath

ศูนย์บริบาลช้างเชียงใหม่ ติด 1 ใน 10 สถานดูแลสัตว์ดีที่สุดระดับโลก

ภาพจาก ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง

ข่าวดีของประเทศไทย ศูนย์บริบาลช้างจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของสถานที่บริบาล และดูแลสัตว์ที่ดีที่สุดระดับโลก จากการจัดอันดับโดยนิตยสารสิ่งแวดล้อมชื่อดัง โกลบอล ซิติเซน (Global Citizen)…เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2559 นิตยสารชื่อดังระดับโลก โกลบอล ซิติเซน (Global Citizen) ซึ่งเป็นนิตยสารที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผู้อ่านทั่วโลก ได้คัดเลือก ศูนย์บริบาลช้าง หรือ Elephant Nature Park ในจังหวัดเชียงใหม่ ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของสถานที่บริบาล และดูแลสัตว์ที่ดี่ที่สุดในโลก เพื่อแนะนำให้กับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกได้รับรู้ โดยได้คัดเลือกให้เป็นสถานที่ดูแลช้างที่ดีที่สุดพร้อมกับสถานที่ชื่อดังอีก 9 ประเทศจากทั่วโลก ที่มีการดูแลสัตว์หลากหลายชนิดดังนี้ อันดับ 1) ศูนย์บริบาลช้าง หรือ เอลลิแฟนท์เนเจอร์ปาร์ค อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ประเทศไทย 2) ศูนย์ช่วยเหลือเลี้ยงดูหมีโคอาลา ลอร์นไพน์ เมืองควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย 3) ศูนย์บริบาลดูแล นางอาย สลอทฮ์ แซ็งท์ซัวร์รี่ ประเทศคอสตาริกา 4) สวนสัตว์เปิด ทิริทิริ มาตังกิ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 5) ศูนย์ฟื้นฟูดูแล ฮิปโป เวชชิล แห่งประเทศกานา 6) ศูนย์สัตว์ป่าเดวิด เซลดริค ไวไลท์ ทรัสต์ ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงระดับโลก ที่ประเทศเคนยา แอฟริกา 7) มูลนิธิเพื่อการดูแลเสือขาวและเสือดำ ประเทศแม็กซิโก 8) ศูนย์อนุรักษ์และศึกษาหมีแพนด้า ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน 9) ศูนย์รับเลี้ยงดูสุนัข แมวจรจัด ฮอลลี่ เฮดจ์ ประเทศอังกฤษ 10) ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์จากฟาร์มปศุสัตว์ วู้ดสต๊อก ประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับศูนย์บริบาลช้าง หรือ เอลลิแฟนท์เนเจอร์ปาร์ค ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2539 โดย นางแสงเดือน ชัยเลิศ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นบ้านของช้างและช่วยเหลือช้างที่ปลดระวางจากการทำงาน และช่วยเหลือช้างแก่ช้างพิการให้มาอยู่ในศูนย์บริบาลโดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ปัจจุบันมีช้างแก่ ช้างพิการอยู่ในความดูแล 70 เชือก ศูนย์ช้างดังกล่าวอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย แต่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเคยได้รับการโหวตและคัดเลือกจาก ซีเอ็นเอ็น (CNN go) ให้ติดอันดับหนึ่งของโลกสำหรับแหล่งท่องเที่ยวของคนรักสัตว์ อีกทั้งได้รับรางวัลการท่องเที่ยงในเชิงอนุรักษ์ในระดับโลกอีกมากมาย

รวมทั้งได้มีเรื่องราวเผยแพร่ไปตามสารคดีชื่อดังเช่น บีบีซี เอนิมอลแพลนเน็ท ดิสคัพเวอร์รี่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และมีรายการทีวีชื่อดังจากทั่วโลกมาทำการถ่ายทำและนำเสนอเรื่องราวไปทุกมุมโลก พร้อมทั้งมีบทความเผยแพร่ตามหนังสือพิมพ์ และนิตยสารชั้นนำทั่วโลกด้าน นางแสงเดือน ชัยเลิศ นักอนุรักษ์ช้าง เจ้าของศูนย์บริบาลช้าง หรือ เอลลิแฟนท์เนเจอร์ปาร์ค อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้เผยว่า ในปัจจุบันศูนย์บริบาลช้าง ได้เป็นแหล่งศึกษาดูงานจากคนที่สนใจเกี่ยวกับช้างจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ต้องการเข้ามาศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องช้างเอเชีย จะนำหน่วยงานจากที่ต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับช้างจากทั่วโลก มาดูงาน มหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับสัตว์ชื่อดังจากต่างประเทศ นำคณะครูนักเรียนมาศึกษาและดูงาน

สถานที่แห่งนี้ได้เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวในรูปแบบของอาสาสมัคร โดยมีอาสาสมัครจากทุกมุมโลกหลั่งไหลกันสมัครเข้ามาทำงานทุกอาทิตย์ โดยที่แห่งนี้จะเลี้ยงช้างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่มีการล่ามโซ่ หรือ ใช้ตะขอ หรือง้าว และไม่มีการให้นั่งหลังช้างอย่างเด็ดขาด จากการเริ่มเลี้ยงช้างพิการตาบอด หลังหัก งวงขาด ช้างชรา รวมทั้งช้างที่ถูกใช้งานอย่างหนัก มีการให้ยาเสพติดให้ช้างกิน ได้มีการนำมาบริบาล จนมีการขยายพันธุ์ออกลูกออกหลาน จนมีมากกว่า 70 เชือกแล้ว

นอกจากการเลี้ยงช้างแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ดูแลสุนัขจรจัดมากกว่า 500 ตัว แมวที่ช่วยมาจากที่ต่างๆ เกือบสามร้อยตัว วัวควายที่ช่วยมาจากโรงฆ่าสัตว์ เกือบสองร้อยตัว ม้าพิการ และสัตว์อื่นๆ อีกเป็นพันกว่าชีวิต จึงติดอยู่ใน 10 สถานที่ที่อนุรักษ์สัตว์ที่ดีที่สุดในโลก ที่อยู่ในมาตรฐานโลกว่าด้วยระบบนิเวศวิทยา และให้ความรู้การศึกษากับผู้มาเยือน.

ที่มา>>>Thairath

ชาวเน็ตด่ายับ! สาวท้องซดเบียร์ โพสต์แช่งลูกพิการประชดผัว

ชาวเน็ตด่ายับ! สาวท้องซดเบียร์ โพสต์แช่งลูกพิการประชดผัว

โลกโซเชียลประณาม สาวท้อง 7 เดือน โพสต์ภาพซดเบียร์ แช่งลูกพิการ คาดทำเพื่อประชดสามี

dsfdf_1461201098

(21 เม.ย.) โลกโซเชียลระอุ หลังเฟซบุ๊กเพจ “คำโดนๆ !! กะคนเเรงๆ” ได้แชร์รูปภาพจากเฟซบุ๊กของหญิงคนหนึ่ง ที่กำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด แต่กลับโพสต์ข้อความในทำนองว่า ได้ทำร้ายลูกในท้องมาหลายครั้งแต่ลูกก็ไม่ตาย ทั้งยังบอกว่าเกลียด ด่าลูกเป็นมารหัวขน แช่งลูกตัวเองให้คลอดออกมาพิการ นอกจากนี้ยังโพสต์โชว์ว่ากินเบียร์ขณะตั้งท้อง บอกว่าเกิดมายังไงตนก็ไม่เลี้ยง นมสักหยดก็จะไม่ให้กิน ซึ่งคาดว่าน่าจะทำเพื่อประชดสามี

13051601_1032622136831760_625442019343927243_n_1461201099

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตต่างก็เข้ามาร่วมประณามการกระทำของแม่ใจร้ายคนนี้กันเป็นจำนวนมาก หลายคอมเม้นต์ต่างบอกว่าเด็กไม่น่ามาเกิดในท้องคนใจร้ายเช่นนี้ อีกทั้งยังตามไปต่อว่ายังเฟซบุ๊กของหญิงรายดังกล่าว แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจกับกระแสดังกล่าว และยังโพสต์ข้อความแบบไม่แคร์สื่อต่อไป

sfdf_1461201100

ที่มา>>>Sanook

ดอนตะเคียน ขาดน้ำเกือบทั้งหมู่บ้าน อบต.ผันให้ใช้ วอนประหยัด

(ภาพจาก จนท.อบต.บางสะพาน)

ดอนตะเคียน จ.ประจวบฯ ขาดน้ำเกือบทั้งหมู่บ้าน อบต.เร่งช่วยผันน้ำหมู่บ้านข้างเคียงให้ใช้ วอนประหยัด ใช้น้ำบริโภคอุปโภคเท่านั้น ขณะที่ชาวบ้านเชื่อ หากฝนไม่ตกภายใน 1 เดือน ก็จะไม่มีน้ำใช้แน่นอน …

วันที่ 20 เมษายน 2559 นายสุโย ปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล อบต.บางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พื้นที่ อบต.บางสะพา‪น กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้แหล่งน้ำผลิตน้ำประปาหลายจุดไม่เพียงพอ ‪โดยเฉพาะหมู่ 6 บ้านดอนตะเคียน ประสบปัญหาขาดน้ำประปาใช้ภายในครัวเรือนเกือบทั้งหมู่บ้านเบื้องต้น นำเจ้าหน้าที่พร้อมทีมงาน เร่งในการช่วยเหลือโดยการผันน้ำจากแหล่งน้ำที่ใช้ผลิตประปาหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีอยู่จำนวนจำกัดมาช่วยเหลือหมู่ที่ 6 องค์การบริหารส่วนตำบลบางสะพาน ขอความร่วมมือประชาชนทุกหมู่บ้านใช้น้ำอย่างประหยัด ‪‎เน้นเพื่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น เพื่อให้มีน้ำประปาใช้อย่างเพียงพอและทั่วถึงนายพะเนิน สินทรัพย์ ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านทุ่งจันทร์ ตำบลบางสะพาน กล่าวว่า ในขณะนี้แหล่งน้ำที่ผลิตประปาหมู่บ้านเริ่มแห้งลง คาดว่าหากฝนไม่ตกลงมาอีกประมาณ 1 เดือน ชาวบ้านที่ใช้น้ำประปาหมู่บ้านน่าจะขาดน้ำใช้ในครัวเรือนอย่างแน่นอน ส่วนน้ำใช้ในขณะนี้ หากไม่เพียงพอจะร้องขอไปที่ อบต.บางสะพาน จะมีเจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกน้ำของ อบต.มาแจกจ่ายให้.

ที่มา>>>Thairath

ช่วยเอาไปเลี้ยงที!! หมาวัดยกพวกกัดลูกหมูตาย 26 ตัว ไม่รวมเป็ดไก่โดนขย้ำ

ภาพจาก นายขวัญชัย จอมสวรรค์ นอภ.เวียงเชียงรุ้ง

ไปกัดสัตว์เลี้ยงชาวบ้านบ่อยมาก ต้องประกาศหาผู้ใจบุญ ช่วยรับหมาวัดร่องหวาย ในอ.เชียงรุ้ง จ.เชียงราย ไปเลี้ยง หลังล่าสุดยกพวกไปกัดลูกหมูในคอกตายไป 26 ตัว เกือบหมดเล้า จนเจ้าของโอดครวญไม่รู้ทำยังไง ครั้งที่แล้วเป็ดไก่ ก็โดนขย้ำตายไปกว่า 100 ตัว…เมื่อวันที่ 17 เม.ย.59 นายอนันต์ สมุทรารินทร์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายขวัญชัย จอมสวรรค์ อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 441 บ้านร่องหวาย ม.11 ต.ดงมหาวัน ว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 16 เม.ย. ได้มีสุนัขไม่ทราบเจ้าของ เข้าไปกัดลูกหมูอายุ 2 เดือนที่ซื้อมาเลี้ยงไว้ในคอกตายไป 26 ตัว จากทั้งหมด 31 ตัว เสียหายกว่า 100,000 บาท โดยนายขวัญชัย สงสัยว่าจะเป็นสุนัขของวัดร่องหวาย ที่อยู่ห่างกันไม่มาก เจ้าหน้าที่จึงร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจ สภ.เวียงเชียงรุ้ง ไปตรวจสอบที่วัดร่องหาย ได้พบสุนัข 4 ตัว มีรอยคราบเลือดเปรอะเปื้อนที่ปากและตามลำตัว มีคราบและกลิ่นขี้หมูติดตัวทั้งนี้ เมื่อผู้เสียหาย ทราบว่าเป็นสุนัขจรจัดของชาวบ้านที่มาทิ้งไว้ในวัด เข้ามากัดหมูของตนเองตายเกือบยกเล้า จึงไม่ติดใจเอาความ แต่โอดครวญว่าก่อนหน้านี้ ได้มีสุนัขจรจัดเข้ามากัดเป็ดและไก่ที่เลี้ยงไว้ตายมาหลายครั้ง รวมกว่า 100 ตัว และจากปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการประชุมกรรมการวัดร่องหวาย เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้สุนัขไปกัดสัตว์เลี้ยงชาวบ้าน โดยเฉพาะจะต้องเร่งฉีดโรคพิษสุนัขบ้า หรือประกาศหาผู้มีใจบุญช่วยรับสุนัขไปเลี้ยง แบ่งเบาภาระทางวัดและเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

หนุ่มสงขลาขับกระบะเสียหลักพลิกคว่ำพังยับตาย 2 ศพ เจ็บสาหัส 11 ราย

ภาพจาก จนท.หน่วยกู้ภัยฯ

หนุ่มสงขลาขับกระบะไปเยี่ยมญาติที่พัทลุง พยายามเร่งเครื่องจะแซงรถคันหน้าให้พ้น เกิดเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมถนนสายควนขนุน-บ้านระหว่างควน คนนั่งท้ายกระบะกระเด็นตกรถ บาดเจ็บสาหัส 11 คน เสียชีวิต 2 …

เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. พ.ต.ต.ไพฑูรย์ ทองพูน สว.(สอบสวน) สภ.ควนขนุน ได้รับแจ้งว่า มีเหตุรถพลิกคว่ำ บนถนนสายควนขนุน-บ้านระหว่างควน ท้องที่หมู่ 5 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง จึงไปที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิพัทลุงการกุศล และเจ้าหน้าที่พยาบาลจากโรงพยาบาลควนขนุน ในที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ณง 5012 กทม. เสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทางเสียหายยับเยิน มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ทราบชื่อ นางอารี บุญเกษม อายุ 56 ปี ชาวบ้าน ม.2 ต.บ้านใหม่ อ.ระโนด จ.สงขลา ส่วนผู้บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่รีบนำส่ง โรงพยาบาลควนขนุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพัทลุง จากนั้นหนึ่งในผู้บาดเจ็บสาหัส คือ นางลำไย จันดำ อายุ 48 ปี ชาวอำเภอระโนด จ.สงขลา เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า รถคนดังกล่าวมีนายประเทือง กิจทองมาก อายุ 35 ปี ชาวจังหวัด สงขลา เป็นผู้ขับขี่ เดินทางมาจาก อ.ระโนด จ.สงขลา เพื่อไปเยี่ยมญาติ ในพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ก่อนจะถึงบ้านญาติ ประมาณ 10 กิโลเมตร นายประเทือง ได้เร่งเครื่องยนต์ เพื่อจะแซงรถคันหน้า รถเกิดเสียหลักพลิกลงข้างทางไปชนต้นไม้ดังสนั่น จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บดังกล่าว

สำหรับผู้บาดเจ็บในครั้งนี้ รวม 11 คนประกอบด้วย 1.น.ส.ศศิธร กิจทองมาก อายุ 15 ปี 2. นางลัดดาวัลย์ น้ำมิตร อายุ 36 ปี 3. นางพิมพร กิจทองมาก อายุ 34 ปี 4. นายประเทือง กิจทองมาก อายุ 35 ปี 5.นายมณี จันดำ อายุ 49 ปี 6. นางชาลี สังข์ทอง อายุ 49 ปี 7.นายณรงค์พร บุญเกษม อายุ 16 ปี 8. นางอารี บุญเกษม อายุ 56 ปี และเยาวชนชาย 2 คน หญิง 1 คน คาดว่าอายุไม่เกิน 12 ปี.

ที่มา>>>Thairath

แข้งทอฟฟี่ ร่วมกิจกรรมการกุศล ชื่นชมเทศกาลสงกรานต์

“มูฮัมเหม็ด เบซิช” กองกลางทีมชาติบอสเนียฯ และทีมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน เป็นตัวแทนสโมสร และช้าง ผู้สนับสนุนหลักของสโมสร ร่วมฉลองประเพณีไทย ในเทศกาลสงกรานต์ 2559 และร่วมทำกิจกรรมการกุศลเพื่อเยาวชน…

มูฮัมเหม็ด เบซิช” ได้รับเชิญให้เดินทางมาที่ภัตตาคารChaophraya” ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เพื่อร่วมกิจกรรมพิเศษของร้าน ซึ่งจัดงานเทศกาลสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย (ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2559) เพราะมี “ช้าง” ผู้สนับสนุนหลักของสโมสรมาจากไทย นอกจากนี้ยังมีโครงการการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในประเทศไทย อีกด้วยเบซิช ฝึกทำอาหารไทยอย่างตั้งใจ

ในงานดังกล่าว เบซิชได้ร่วมทำกิจกรรมทำอาหารกับเด็กๆ ชาวอังกฤษและไทย ที่สวมบทเชฟน้อย ซึ่งเมนูอาหารไทยที่ทำก็มีหลากหลาย

“ผมรู้สึกสนุกมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมแบบนี้กับพวกเด็กๆ โดยเฉพาะการทำอาหารไทย พวกเขาทำกันได้ดีอย่างไม่มีที่ติจริงๆ” เบซิช กล่าวเบซิช ตั้งใจฟังเชฟอธิบายวิธีการทำอาหารไทย

นอกจากนี้ แข้งชาวบอสเนีย ยังกล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ของไทยด้วยว่า ผมได้เรียนรู้ถึงประเพณีไทยอันสนุกสนานมากขึ้น มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และผมขออวยพรให้ชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะแฟนบอลชาวไทยของเรา มีความสุขกับเทศกาลอันดีงามนี้

“สวัสดีปีใหม่ และ สวัสดี สงกรานต์” เบซิช กล่าวเป็นภาษาไทยเบซิช ถ่ายภาพร่วมกับเชฟ,เด็กๆ ชาวอังกฤษและไทย หลังเสร็จกิจกรรม

ทั้งนี้ สโมสรเอฟเวอร์ตัน และ “ช้าง” ร่วมกันบริจาคเงินให้กับ “Thai Leisure Group” เจ้าของภัตตาคาร “Chaophraya” เป็นจำนวนเงิน 50,000 ปอนด์ หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท ให้กับการกุศลเพื่อนำไปช่วยเหลือมูลนิธิเด็กต่างๆ ของประเทศไทย

นอกจากนี้ ภัตตาคาร “Chaophraya” ยังระบุด้วยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ทุกๆ 5 เพนนี ของเมนูต่างๆ จะถูกนำเข้าการกุศล รวมไปถึงกิจกรรมพิเศษที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้อีกด้วย

ที่มา>>>Thairath

ตร.เร่งสอบ! คลิปกลุ่มรถพ่วงทะเลาะวิวาท คนโพสต์ยันโดนปาดหน้าก่อน

ชาวเน็ตได้นำคลิปวิดีโอมาร้องเรียนผ่านโลกออนไลน์ เป็นเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถ ที่เป็นคนขับรถบรรทุกด้วยกันเอง มีเรื่องทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน คลิปนี้ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า ขอบคุณ มีล้อม เป็นเหตุการณ์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถบรรทุกคันหนึ่ง จับภาพขณะกำลังจอดรถเพราะมีรถบรรทุกมาขวางอยู่ตรงด้านหน้า ก่อนที่คนขับรถบรรทุกจากคันอื่นๆ จะวิ่งกรูกันเข้ามารุมทุบรถและมีเสียงคล้ายกับทำร้ายร่างกาย ผู้โพสต์ระบุว่า “ผมรู้ครับว่าทุกคนรักเพื่อน ผมถึงโดนขนาดนี้ไงครับ น้วมเลยครับ ผมอิ่มไปเลยครับ ไม่ต้องกินข้าวไปหลายวัน ต้องดูคลิปนะครับ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องอ้อนวอนขอชีวิตหลายคนมากครับ”

หลังจากคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อว่าพฤติกรรมของคนขับรถบรรทุกที่รุมทำร้ายร่างกาย ขณะที่ชาวเน็ตรายหนึ่งก็ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมว่า เจ้าของเฟซบุ๊กเป็นผู้ก่อเรื่องก่อนระบุ “ที่พวกเขาทำเพราะอะไร รู้กันหรือเปล่า รู้ตัวว่าพวกเยอะ แต่เขาเองที่ทำก่อน แต่ไม่มีใครเห็น”

ด้านทีมข่าวสายตรวจโซเชียล ไทยรัฐออนไลน์ได้ติดต่อไปยัง นายกฤษณุ มีล้อม เจ้าของเฟซบุ๊กที่โพสต์คลิปร้องเรียน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา บริเวณถนนบางหลวง-ลาดปลาเค้า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ระหว่างที่ขับรถมาปกติ ได้มีรถบรรทุกคันหนึ่งก็ได้ขับปาดหน้าก่อน ตนจึงได้บีบแตรใส่และพูดจาต่อว่าไป ก่อนที่จะขับรถต่อไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร รถบรรทุกคันที่ปาดหน้าก็ได้นำพวกมาอีก 7 ถึง 8 คัน มาปิดล้อมไว้ และพากันมารุมทุบรถ ทุบกระจก และชกต่อยตน

ทางด้าน พ.ต.ท.วีระวัฒน์ เอมพันธุ์ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.บางหลวง จังหวัดนครปฐม เจ้าของคดี เปิดเผยในเบื้องต้นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคู่กรณี และรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายจากแพทย์

ที่มา>>>Thairath

นึกว่าไหม้! ปชช.แตกตื่นกลุ่มควันฟุ้งกระจาย จากร้านสเต็กในห้างดัง

เกือบไป!! พบกลุ่มควันลอยโขมงในร้านสเต็กดังในห้างเซ็นจูรี่  ทำเอาประชาชนและผู้มาเดินห้างแตกตื่น แต่จากการตรวจสอบพบเพียงกลุ่มควันและกลิ่นไหม้ ไม่พบเพลิง และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต…

เวลา 21.30 น. วันที่ 8 เม.ย. ศูนย์วิทยุพระราม 199 รับแจ้งเหตุ ให้ไปตรวจสอบกลุ่มควัน ที่ร้าน อีท แอม อาร์ สเต็ก ชั้น 3 ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นจูรี่ ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี จึงนำรถน้ำพร้อมหน่วยดับเพลิงสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพ ระงับเหตุ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการอพยพประชาชนออกมานอกห้างทั้งหมด โดยมีกลุ่มควันและกลิ่นไหม้ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณห้าง โดยร้านดังกล่าวพบเพียงควันปกคลุมในร้านเท่านั้น ไม่พบแสงเพลิง จากการตรวจสอบเบื้องต้นกลุ่มควันเกิดจากภายในห้องครัว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สอบสวน สน.พญาไท เดินทางมา เนื่องจากเป็นเพียงกลุ่มควันเท่านั้น.

ที่มา>>>Thairath

หนุ่มเลยขับกระบะมาดีๆ ไถลชนท่อประปาแตกน้ำพุ่ง! กระจาย

หนุ่มใหญ่ ขับกระบะไม่รู้อีท่าไหน ชนท่อประปาขนาดใหญ่แตก น้ำพุ่งกระจายสูงกว่า 5 เมตร กลางเมืองเลย ต้องเร่งปิดวาล์วกันจ้าละหวั่น เจ้าตัวถึงกับงง! ทำอะไรไม่ถูก โชคดีไม่เจ็บ แค่ถูกแจ้งข้อหาขับรถประมาททำทรัพย์สินราชการเสียหาย…

เมื่อวลา 17.00 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ร.ต.ท.ประเสริฐ โคบำรุง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองเลย จ.เลย ได้รับแจ้งมีเหตุรถกระบะชนท่อส่งน้ำประปาแตก ที่ทางหลวงหมายเลข 21 เลย-ด่านซ้าย ใกล้เคียงปากทางเข้าประตู 2 โรงเรียนเลยพิทย์ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย ประสานไปยัง กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดเมืองเลย การประปาภูมิภาค อ.เมืองเลย เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบรถกระบะมิตซูบิชิสตราด้า สีกรมท่า ทะเบียน อห 461 กรุงเทพมหานคร ชนกับท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ จนแตกน้ำพุงขึ้นท้องฟ้ากว่า 5 เมตรเจ้าหน้าที่ประปาต้องทำการปิดวาล์วน้ำสอบถามนายนัฐวัฒน์ ธาราดล อายุ 40 ปี ที่อยู่ 57 หมู่ 2 อ.เชียงคาน จ.เลย ยังอยู่ในอาการที่ตกใจ เล่าว่า ขณะขับรถคันดังกล่าวมาที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลักวิ่งชนท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่จนแตกน้ำพุ่งขึ้นท้องฟ้า จนทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งมี จนท.ตร.พร้อมกู้ภัยมาช่วยเหลือ ส่วนตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างไร โดยเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบปากคำพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาขับรถประมาททำให้ทรัพย์สินทางราชการเสียหาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

(ภาพจาก:มูลนิธิสว่างคีรีธรรม จ.เลย)

ที่มา>>>Thairath