ตร.เชียงรายยึดเนื้อเถื่อน 2 ตัน คาดลอบส่งร้านก๋วยเตี๋ยว กินอาจถึงตาย!

ตำรวจเชียงราย ยึดเนื้อเถื่อนแช่แข็งลอบนำเข้า 100 กระสอบ หนัก 2 ตัน เตรียมส่งร้านค้ามินิมาร์ท ร้านก๋วยเตี๋ยว หน.ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เตือนปชช.หากบริโภคไปอันตรายถึงตาย สั่งฝังกลบทำลาย ส่วนผู้ต้องหา 3 รายหลบหนีข้ามฝั่งลาว…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.59 น.ต.จตุรงค์ ขจรฟุ้ง หน.สน.เรือเชียงของ จ.เชียงราย ได้รับแจ้งจากสายว่า มีผู้ลักลอบขนเนื้อสัตว์เข้าประเทศบริเวณริมน้ำโขง บ้านห้วยกอก ต.เวียง จึงประสาน ร.ต.อ.วรรณชัย สุขแจ่ม รอง สว.ตม.เชียงแสน สภ.เชียงของ นำกำลังออกตรวจริมน้ำโขงถึงที่เกิดเหตุ พบกระสอบเนื้อแช่แข็งจำนวน 100 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 2 ตัน วางกองอยู่ที่ริมน้ำ มีตัวพิมพ์สีแดง Lips ติดที่หน้าถุงพลาสติก และขณะที่เจ้าหน้าที่ไปถึงมีชาย 2-3 คน ที่ลำเลียงของมาเกิดไหวตัวทัน รีบลงเรือขับหลบหนีออกแม่น้ำโขงข้ามฝั่งลาวไปได้

วางกองอยู่ที่ริมน้ำโขง บ้านห้วยกอก ต.เวียง อ.เชียงแสน มีตัวพิมพ์สีแดง Lips ติดที่หน้าถุงพลาสติก
กำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจยึดเนื้อวัวลักลอบนำเข้า

จากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุไม่พบใครมาแสดงตัวรับของ จึงยึดเป็นของกลาง ในข้อหาลักลอบนำซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469

กระสอบเนื้อแช่แข็ง
นำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ที่บ้านห้วยกอก หมู่ 14 ต.เวียง อ.เชียงของ เพราะหากมีคนรับประทานไปอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายประเสริฐ เสทธะยะ หน.ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เข้าตรวจสอบปรากฏว่าเป็นเนื้อโคแช่แข็งไม่ปรากฏแหล่งผลิต เป็นสินค้าเนื้อแช่แข็งผ่านแดน แต่ผู้ลักลอบได้นำย้อนกลับมาขายในประเทศไทย มูลค่าทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท เมื่อนำเข้าได้ส่วนใหญ่จะส่งไปขายตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหาร และมินิมาร์ท ซึ่งต้องระวัง เพราะการเดินทางมาไกลทำให้เนื้ออาจเน่าเสียได้ และเป็นพิษต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นซากสัตว์ไม่ปรากฏที่มา เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดและนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ที่บ้านห้วยกอก หมู่ 14 ต.เวียง อ.เชียงของ ภายในคืนเดียวกัน.

ที่มา>>>Thairath

“ดาว์พงษ์” ปัดตอบเรียนฟรี 12 ปี-ขอวิเคราะห์ก่อน

ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (รธน.) พ.ศ…หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา 54 ระบุว่า รัฐต้องให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้ปกครองห่วงใยว่าจะส่งผลให้โครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการอยู่ต้องล้มเลิก ทำให้เด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไม่ได้รับการอุดหนุนนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ต้องขอวิเคราะห์ในรายละเอียดก่อน ถึงจะตอบได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตามในร่างรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ว่ารัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัด และให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาด้วย

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในรัฐธรรมนูญร่างแรก รมว.ศึกษาธิการได้ให้องค์กรหลักวิเคราะห์ผลกระทบ และความคิดเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของ สอศ.ได้ให้ความเห็นไปว่าการกำหนดให้รัฐดำเนินการดังกล่าว จะกระทบต่อการจัดการอาชีวศึกษา เนื่องจากเดิมมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี หากรัฐธรรมนูญใหม่กำหนด 12 ปี จะทำให้เด็ก ปวช.ไม่ได้รับการอุดหนุน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เด็ก ปวช.ออกกลางคันเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา>>>Thairath

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-257 กม./ชม.

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ความคืบหน้าคดี เจนภพ วีรพร ขับเบนซ์ชนฟอร์ด ใช้ความเร็วขณะชน 215-257 กม./ชม. แจ้งข้อหาเพิ่ม 4 ข้อหา ยันมีหลักฐานเอาผิดแน่น พร้อมทั้งจ่อลงโทษทางวินัย 2 ตำรวจ หลังพบบกพร่องในการทำงาน

          วันที่ 29 มีนาคม 2559 พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีที่ นายเจนภพ วีรพร ขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด ทำให้ 2 นักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 ณ ห้องประชุมนันทโชติ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 พล.ต.อ.  พงศพัศ กล่าวหลังการประชุมว่า กองพิสูจน์หลักฐานสรุปความเร็วของรถเบนซ์ขณะขับชนรถฟอร์ดอยู่ที่ประมาณ 215-257 กม./ชม. โดยมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม 4 ข้อหา คือ

          1. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

          2. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น

          3. เสพสารเสพติดให้โทษ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท

          4. เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

          ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้ทุกข้อกล่าวหาทั้งในคดีเก่าและคดีใหม่ ส่วนเรื่องอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องหานั้นยังต้องเก็บเป็นความลับของสำนวนการสอบสวน ซึ่งศาลได้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหารอบ 2 อีก 12 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 เมษายน และขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

 อย่างไรก็ตามในส่วนของการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา ได้ข้อสรุปว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนมีความบกพร่องในการทำงาน ซึ่งจะลงโทษทางวินัยตำรวจ 2 นายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.
ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ข้อมูลจาก สำนักข่าว INN

ทัพมด16มาเลย์ ยึดรถไฟ ขนยาไอซ์229โล

ทัพมด1

ผ่านกรุงเทพฯมุ่งปาดังเบซาร์ตร.ได้กลิ่นกวาดตะครุบยกทีมแฉหลุดถึงยุโรปพุ่ง3พันล้าน

ผบช.ก.แถลงโชว์ผลงานชิ้นโบแดง ตร.รถไฟรวบขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวมาเลย์ 16 คน ยึดยาลอตมหึมา ไอซ์ 229 กก. และเฮโรอีน 6.3 กก. ขณะสะพายกระเป๋าเป้ขนยากระจายอยู่ตามโบกี้ บนขบวนรถไฟ กทม.-ปาดังเบซาร์ เผยผู้ต้องหาเข้าออกประเทศหลายครั้ง ขนยาจากเหนือมาพักที่ กทม. ก่อนส่งต่อเข้ามาเลเซีย ถ้าหลุดรอดไปได้จะมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เตรียมประสานตร.เสือเหลือง เช็กประวัติ รับมีคนไทยเป็นนายจ้างได้ห่อละ 5,000 บาท

ตำรวจรถไฟโชว์จับแก๊งชาวมาเลเซียค้ายา นรกลอตมโหฬาร เปิดเผยขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มี.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.ธนังค์ บุรานนท์ พล.ต.ต.สมหมาย กอง-วิสัยสุข รอง ผบช.ก. และ พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ รอง ผบก.รฟ.รรท.ผบก.รฟ. แถลงจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวมาเลเซีย 16 คน มีนายงอ เคียน ยิว ชาวมาเลเซีย เป็นหัวหน้าแก๊ง พร้อมของกลางยาไอซ์ 229 กก. และเฮโรอีน 6.3 กก. มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท หากส่งออกไปประเทศที่ 3 จะมีมูลค่าสูงกว่าสิบเท่า หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ทั้งหมดบรรจุหีบห่อในถุงกาแฟและชา ห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญ 2 ชั้นอย่างดี ใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลังใบใหญ่ จับกุมได้บนขบวนรถไฟด่วนระหว่างประเทศที่ 35 กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ช่วงสถานีรถไฟราชบุรีถึงสถานีรถไฟชุมพร ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊งเดียวกันแต่อยู่คนละโบกี้

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ด.ต.สันติ ปานดำรงค์ และ ด.ต.นุกูล ปาโต ผบ.หมู่ ส.รฟ.หาดใหญ่ กก.3 บก.รฟ. เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟประจำขบวนรถด่วนระหว่างประเทศที่ 35 กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ได้พบผู้โดยสารเป็นนักเที่ยวชาวมาเลเซียท่าทีพิรุธ ทราบชื่อ นายมูฮัมหมัด ไอซามุดดิน บิน อับ ราซัก และนายแมซเนเเซม บิน มานัพ ตรวจค้นกระเป๋าเป้สะพายหลังพบยาไอซ์ น้ำหนัก 23 กก. ผู้ต้องหาได้ซัดทอดไปถึงผู้ร่วมขบวนการว่ามากัน 16 คน ขนยาเสพติดใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังกระจายกันอยู่ตามโบกี้ต่างๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ลงที่สถานีรถไฟราชบุรี เมื่อทราบว่ามีผู้ต้องหาจำนวนมากจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและขอกำลังเพิ่ม กระจายกำลังเข้าตรวจค้นรถไฟขบวนดังกล่าว

ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ต่อมาเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นเครือข่ายชาติเดียวกัน ได้แก่ นายคามาลุคดิน บิน ซาร์จู นายนาบิล ไซยาฟิก บิน คามาล นายไอดริส ไซยาริฟ บิน ไซยาริฟุดดิน รวม 3 ราย ยึดยาไอซ์ 34 กก. เฮโรอีน 1.5 กก. ควบคุมตัวลง

ที่สถานีรถไฟหัวหิน จับนายเคนนี ลิม เหว่ย เหลียง นายวูน หมิง เซง นายตัน แซท เฟม นายแยป ชุน แมน นายงอร์ เคียน ยิว นายเลียว โฟร์ สวี และนายซีห์ ชิน วี รวม 7 คน ยึดยาไอซ์ 74 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ รวบนายหว่อง คาห์ เซง นายลู ชี เอค และนายโฮ ไว ไฮ รวม 3 ราย ยึดยาไอซ์ 44 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี ส่วนอีกรายนำมาแถลงไม่ทัน (ยังไม่ทราบชื่อ) พบยาไอซ์น้ำหนัก 54 กก. และเฮโรอีน 4.8 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟชุมพร รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 16 คน

ทัพมด2

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวต่ออีกว่า ขบวนการค้ายาเสพติดแก๊งนี้ถือเป็นขบวนการใหญ่ที่สุดที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการลักลอบนำยาเสพติดลอตนี้มาจากภาคเหนือเพื่อลำเลียงมาพักที่ กทม. ก่อนลำเลียงต่อลงทางภาคใต้โดยใช้เส้นทางขบวนรถไฟและมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศมาเลเซีย จากนี้ตำรวจจะร่วมกับตำรวจมาเลเซียในการตรวจสอบประวัติ และขยายผลจับกุมขบวนการที่เหลือเชื่อว่าจะมีคนไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับยาเสพติดลอตนี้หากหลุดรอดไปได้ นอกจากจะขายในมาเลเซียแล้วเชื่อว่าจะถูกส่งไปยังประเทศแถบยุโรปด้วย

ผบช.ก.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาบางรายมีการเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย บินตรงมาลงที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ขณะที่บางรายพบข้อมูลว่าเดินทางเข้ามาทางด่านสะเดา จ.สงขลา แต่ทุกคนมานัดพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เพื่อมารับของกลาง จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า มีคนไทยเป็นผู้ว่าจ้าง ขณะที่บางรายอ้างว่าได้รับการจ้างวานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้ค่าจ้างห่อละ 5,000 บาท ทั้งหมดอ้างว่าไม่รู้ว่าของที่ให้ลำเลียงเป็นยาเสพติด อย่างไรก็ตาม บางคนพบตั๋วรถไฟเชียงใหม่-กทม. จึงเชื่อว่ามีการลำเลียงยาเสพติดลอตนี้ทางรถไฟมาจากเชียงใหม่ มาเปลี่ยนรถไฟที่ กทม. เบื้องต้นแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์และเฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ฐิติราชยังแถลงข่าวตำรวจทางหลวง จับกุมนายสมนึก ณ เชียงใหม่ อายุ 32 ปี ข้อหามียาเสพติดประเภท 5 กัญชา ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จับกุมที่ริมถนนขาล่อง กม.24 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมของกลางกัญชาอัดแท่ง 75 แท่ง น้ำหนัก 75 กก. มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รถกระบะนิสสัน รุ่นนาวารา สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ก-1176 มหาสารคาม โดยเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 24 มี.ค. ผู้ต้องหาขับผ่าด่านตรวจบริเวณถนนมิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลบหนี ตำรวจไล่ล่าจนรวบตัวได้ ผู้ต้องหา ให้การว่านำกัญชามาจาก จ.มุกดาหาร ซื้อมาจากประเทศลาว จะนำไปส่งให้ผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ กทม. นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath

กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้

 * กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้ *

ตัดต้นไม้หน้าสีลม

กทม. ชี้แจงกรณีตัดต้นประดู่ หน้าสีลม ซอย 10 เผยพบโรคและแมลงทำลายต้นไม้ หากเจอลมแรงอาจหักโค่นได้ จึงต้องตัดทิ้งเพื่อความปลอดภัย

ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างมาก หลังจากมีผู้นำภาพของต้นประดู่ที่ถูกตัดจนเหลือเพียงตอไม้มาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก ระบุว่าต้นไม้ต้นนี้ถูก กทม. ตัดไป บริเวณหน้าสีลม ซอย 10 พร้อมตั้งคำถามว่า กทม. ต้องการอะไรกันแน่ ขณะที่หลายคนแสดงความข้องใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการตัดต้นไม้จนเหลือแต่ตอเช่นนี้ ทั้งที่ต้นไม้ดูแข็งแรงดี

จากกระแสวิจารณ์ดังกล่าว ทำให้ในเวลาต่อมา วันที่ 21 มีนาคม 2559 ทางเฟซบุ๊ก ทีมอาสา ผู้ว่าฯ กทม จึงต้องออกมาชี้แจงกรณีตัดต้นไม้บริเวณสีลม ซอย 10 โดยระบุว่า ทางกลุ่มงานปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ตรวจสอบพบว่าต้นประดู่ดังกล่าวมีกิ่งหัก โค่นไปพาดกับเสาโคมไฟ จึงต้องดำเนินการเอาออกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่สัญจรไปมาหรืออาศัยอยู่บริเวณนั้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบต้นไม้บริเวณรากและลำต้น พบว่ามีโรคและแมลงเข้าทำลายทั้งต้น ไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีกต่อไป เมื่อเจอลมพัดแรง อาจหักโค่น เป็นอันตรายกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวและยานพาหนะที่แล่นผ่านไปมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตัดต้นไม้ ซึ่งกลุ่มงานปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้จะรีบดำเนินการขุดถอนและปลูกต้นใหม่ทดแทน

อ่านเพิ่มเติม กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้

เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด

 * เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด *

แจกน้ำเต้าหู้

เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ ! แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด พิกัดตลาดห้วยขวาง การแบ่งปันเล็ก ๆ ที่ทำให้สังคมน่าอยู่ เห็นแบบนี้แล้วกดไลค์ให้รัว ๆ เลย

รีทวีตกันเพียบเลยทีเดียว สำหรับภาพและเรื่องราวของแม่ค้าใจดีรายหนึ่ง ที่เขียนป้ายตัวโต ๆ บอกว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์รับน้ำเต้าหู้ฟรี 1 ถุง ให้ดื่มจนคลอดทุกวัน !! งานนี้ชาวเน็ตเลยขอกดหัวใจให้แม่ค้าคนนี้กันเพียบเลย

โดย คุณ ‏@arthsarun ได้ทวีตภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ระบุว่า แม่ค้าท่านนี้อยู่ที่ตลาดห้วยขวางและโพสต์ภาพแม่ค้ากับป้ายดังกล่าว พร้อมน้ำเต้าหู้เครื่องแน่นให้ได้ชมกัน

เรียกได้ว่าเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ การแบ่งปันแบบนี้ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นเป็นกองเลย ยังไงก็ขอให้แม่ค้าท่านนี้ขายดิบขายดี และว่าที่คุณแม่ทั้งหลายก็ขอให้แข็งแรง ๆ ดื่มน้ำเต้าหู้ทุกวันดีต่อลูกในท้องนะคะ

ภาพจาก ทวิตเตอร์ ‏@arthsarun

อายข้ามประเทศ ! แชร์กระหน่ำทัวร์ไทยเที่ยวสวิตฯ กินไม่เก็บทิ้งขยะเกลื่อน

 * อายข้ามประเทศ ! แชร์กระหน่ำทัวร์ไทยเที่ยวสวิตฯ กินไม่เก็บทิ้งขยะเกลื่อน *

กินไม่เก็บ

แชร์กระหน่ำทัวร์ไทยเที่ยวสวิตฯ กินไม่เก็บทิ้งกล่องข้าวเหนียวหมูนับสิบไว้ดูต่างหน้า ไม่สนสิ่งใด เดินไปแชะภาพ ทำเอาชาวเน็ตอายข้ามประเทศ !

แชร์กันกระหน่ำเลยทีเดียว สำหรับนิสัยของคนไทยบางกลุ่ม เมื่อไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แถมยังขนอาหารการกินไปกินกันเอง แต่ !! ไม่ยอมเก็บ ไม่ยอมทิ้ง มักง่ายวางแหมะไว้กับพื้น งานนี้ชาวเน็ตเห็นภาพลมแทบจับ ถามบริษัททัวร์ คนไทย และไกด์ ทำไมมักง่ายอะไรได้ขนาดนี้

กินไม่เก็บ

โดยเรื่องราวดังกล่าว คุณ minizooland สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม โพสต์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 พร้อมระบุข้อความว่า “นี่เป็นกรุ๊ปทัวร์คนไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ และอุตส่าห์ขนเมตตาหมูทอดไปกินกันไกล๊ไกล แถมไม่ลืมจะใช้นิสัยเดิม ๆ ทิ้งซากไว้แฉที่มาตัวเอง” พร้อมกับภาพหลักฐานเป็นภาพกล่องหมูทอดและลังอาหารทิ้งไว้ตรงบริเวณข้างทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวก็แชะภาพเซลฟี่อย่างสบายใจ

ด้านชาวเน็ตพากันกดโหวตกระทู้รัว ๆ พร้อมระบุว่า ทำไมนักท่องเที่ยวไทยถึงได้ทำตัวน่าอายขนาดนี้ อย่าสักแต่ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวประเทศเราแล้วทำพฤติกรรมไม่ดี แต่ขอให้ย้อนมองดูตัวเองบ้าง เพราะแต่ละอย่างที่ทำก็ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวจีนเลย

ภาพและข้อมูลจาก คุณ minizooland สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

ทะเลแหวกแนวสันหลังมังกรที่พังงา งดงามแปลกตาน่าไปดู

 * ทะเลแหวกแนวสันหลังมังกรที่พังงา งดงามแปลกตาน่าไปดู *

ทะเลแหวก พังงา

ทะเลแหวกแนวสันหลังมังกร เกาะยาวน้อย แหล่งท่องเที่ยวใหม่สุดฮือฮาในพังงา สวยงามแปลกตาราวมังกรปรากฏกลางทะเล ชาวบ้านเผยจะมีให้เห็นในช่วงสั้น ๆ ราว 1 เดือนเท่านั้น

วันนี้ (15 มีนาคม 2559) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 มีรายงานว่า ขณะนี้ในโลกออนไลน์กำลังมีการแชร์ภาพและคลิปแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่มีความสวยงามแปลกตา หาชมยากจนขึ้นแท่นเป็นจุด UNSEEN แห่งใหม่ ในพื้นที่อำเภอเกาะยาวน้อย จ.พังงา หลังจากที่คุณ Theerasak Saksritawee ได้นำภาพสวย ๆ มาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา

โดยแหล่งท่องเที่ยวซึ่งกำลังเป็นที่ฮือฮาอยู่นี้ ก็คือทะเลแหวกแนวสันหลังมังกร เกาะยาวน้อย ซึ่งจากการใช้โดรนเก็บภาพสันดอนทรายที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำในขณะที่น้ำลดนี้ วัดระยะทางได้ 2 กิโลเมตร เกิดเป็นภาพสวยงามแปลกตาที่หากใครต้องการมาชม ขอแนะนำให้มาตั้งแต่ช่วงที่น้ำยังไม่ลด เพื่อจะชมภาพของน้ำทะเลที่ค่อย ๆ ลดลง ปรากฏเป็นเส้นทางเหมือนสันหลังมังกรทอดยาวในทะเล

ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่เผยว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นาน ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น ไม่ทราบว่าจะยังมีอยู่ในเห็นอีกจนถึงช่วงไหน โดยคาดว่าหลังจากนี้คงจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมกันอีกเป็นจำนวนมาก

สวยจนต้องปักหมุด ทะเลแหวกแนวสันหลังมังกรที่พังงา งดงามแปลกตาน่าไปดูสวยจนต้องปักหมุด ทะเลแหวกแนวสันหลังมังกรที่พังงา งดงามแปลกตาน่าไปดู

ภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร

บัวขาวรอดตัว! ‘พิพากษายกฟ้อง’ คดีผิดสัญญาไทยไฟต์

บัวขาว

เป็นข่าวดีสำหรับ “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักชกชื่อก้องที่จะไม่ต้องสูญเสียเงิน 50 ล้านบาทหลัง “พิพากษายกฟ้อง” คดีไทยไฟต์เรียกร้องค่าเสียหายจากการทำผิดสัญญาไม่ยอมขึ้นชกแข่งขัน…

วันที่ 22 มีนาคม 2559 ที่ศาลแพ่ง เวลา 10.00 น. ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ พ.2143 / 2558 กรณีคดีพิพาท ระหว่าง บริษัท สปอร์ตอาร์ท จำกัด โดย นายนพพร วาทิน กรรมการผู้จัดการ “เจ้าของรายการแข่งขันชกมวย รายการ “ไทยไฟต์” ที่ได้มอบอำนาจให้นายนพรัตน์ พุทธรัตนมณี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมบัติ บัญชาเมฆ หรือ “บัวขาว บัญชาเมฆ” เป็นจำเลยในคดีเรียกค่าเสียหายจาก “บัวขาว” เป็นเงิน 50 ล้านบาท

โดย นายนพรัตน์ อ้างว่า “บัวขาว” ผิดสัญญาไม่ขี้นชกแข่งขันในรายการ “ไทยไฟต์ ” ที่เป็นข่าวโด่งดังมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปทางผู้จัดการส่วนตัวของบัวขาว ว่าที่ร้อยโทธีรวัฒน์ ยิ้วยิ้ม ได้ความว่า ทางทนายความได้แจ้งว่า “ในวันนี้ศาลแพ่ง ได้มีคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์ ในคดีดังกล่าวที่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย “จากบัวขาว” เป็นเงิน 50 ล้านบาท โดยรายละเอียดของคำพิพากษาและเหตุผลที่ยกฟ้องนั้นคงต้องรอรายละเอียดที่ทางทนายความจะได้ขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลมาให้ตนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากรายละเอียดของคำพิพากษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทาง “บัวขาว” ได้ทราบเรื่องแล้ว ก็รู้สึกดีใจและขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ได้ให้กับบัวขาวในเรื่องนี้

ที่มา>>>Thairath

สภาสั่งรื้อนาฬิกา 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้าน ออก หลังใช้งานไม่ได้แรมปี

 * สภาสั่งรื้อนาฬิกา 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้าน ออก หลังใช้งานไม่ได้แรมปี *

นาฬิกา 240 เรือน

รัฐสภา สั่งรื้อนาฬิกาดิจิตอล ทั้งข้างในและข้างนอกกว่า 240 เรือน มูลค่ากว่า 14.8 ล้านบาท ออก หลังจากใช้งานไม่ได้นานนับปี

วันที่ 9 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ได้มีผู้รับเหมาจากบริษัท อิควิป แมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโครงการปรับปรุงนาฬิกาภายในและภายนอกรัฐสภา จำนวน 240 เรือน มูลค่าโครงการ 14.8 ล้านบาท เข้ามารื้อถอนนาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งภายในอาคารรัฐสภา และภายนอกโดยรอบอาคารรัฐสภาออก หลังจากที่นาฬิกาไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ตั้งแต่กลางปี 2558 อย่างไรก็ตาม นาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งในรัฐสภานั้น เคยใช้งานไม่ได้ตามปกติมาแล้วหนึ่งครั้ง คือ ช่วงเดือน สิงหาคม 2556 สาเหตุจากความขัดข้องของระบบปฏิบัติงาน แต่ได้รับการซ่อมแซมจนสามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติ

แหล่งข่าวจากรัฐสภา แจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) มีมติให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ทบทวนผลการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อนาฬิกา เพราะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบรายงานผลการพิจารณาที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่มีผลรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ​ไม่เสียหาย เพราะยังไม่ได้จ่ายเงินในการจัดซื้อ ซึ่งที่ประชุม ก.ร. ได้ให้ความเห็นแย้งว่า เหตุผลสำคัญที่ไม่จ่ายเงินค่าซื้อของ เพราะถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส จึงทำให้สำนักงาน ไม่กล้าจะจ่ายเงิน ซึ่งการนำเสนอของสื่อมวลชนนั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสียหายอย่างหนัก

ขณะเดียวกันผลการตรวจสอบเรื่องการลงโทษทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องนั้น ได้รายงานว่า ได้ลงโทษทางวินัยสถานเบากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดกับสำนักงานจริง ส่วนเรื่องการอุทธรณ์ผลการตรวจสอบโครงการดังกล่าวนั้น ก.ร. ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในด้านการดำเนินงาน ก่อนจะมีมติสั่งการใด ๆ อีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป